ปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

การมีกลิ่นปากเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงาน สาเหตุของกลิ่นปากมีทั้งปัจจัยภายนอก เช่น อาหารที่รับประทาน การดูแลความสะอาดในช่องปาก และอาจมาจากโรคภายในร่างกายของคุณ ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขหรือป้องกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

1. การดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่เหมาะสม เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ละเลยการใช้ไหมขัดฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก จึงมีคราบพลัคสิ่งสกปรกและแบคทีเรียสะสมทำให้มีกลิ่นปากง่าย

2. ผู้ที่ใช้เครื่องมือทางทันตกรรม เช่น ฟันปลอม จัดฟัน หากแปรงฟันไม่ดีพอ หรือไม่ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างเหมาะสม จะทำให้มีปัญหากลิ่นปากตามมาได้

3. ภาวะโรคเหงือกอักเสบและฟันผุ ภายในช่องปากของเราจะมีแบคทีเรียสะสมจากคราบอาหาร ทำให้มีอาการอักเสบของเหงือกและฟันได้ ถ้าทำความสะอาดไม่ถูกหลัก อาจทำให้ฟันผุลึกถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งและมีปัญหากลิ่นปากขั้นรุนแรง ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแปรงฟันหรือใช้น้ำยาบ้วนปากได้

4. การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น สะตอ หัวหอม กระเทียม จะทำให้มีกลิ่นปากง่าย และหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลให้กลิ่นตัวแรงด้วย

5. การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดกลิ่นตัวและกลิ่นปากแบบรุนแรงได้ด้วย

6. กรณีที่เด็กมีกลิ่นปากแรง มักเกิดจาการติดเชื้อภายในโพรงจมูก หรือต่อมทอนซิลในคอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการไอ เสมหะ น้ำมูก มีไข้ ร่วมด้วย ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการความผิดปกติหลาย ๆ ด้านปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

เทคนิคแก้ปัญหากลิ่นปาก

1. ควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยแปรงสีฟันที่มีปลายขนอ่อนนุ่มและซอกซอนได้ล้ำลึก ควบคู่กับการใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ จะช่วยกำจัดเศษอาหารตามร่องเหงือกและฟัน สาเหตุของกลิ่นปากได้

2. ควรใช้เม็ดฟู่ทำความสะอาดฟันปลอมและอุปกรณ์จัดฟันอื่น ๆ เป็นประจำ

3. งดการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้สเปรย์ ลูกอมลดกลิ่นปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง

4. ลดการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เหงือกและฟันแข็งแรง ลดการติดเชื้อในช่องปาก จึงลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น

5. ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจหาอาการผิดปกติของเหงือกและฟันทุก 6-12 เดือน จะลดความเสี่ยงการมีกลิ่นปากได้

กลิ่นปากเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องใส่ใจ เพราะหมายถึงการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันที่ไม่ทั่วถึง หรืออาจมาจากพฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตที่ทำลายบุคลิกภาพที่ดีได้ เราหวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพในช่องปากมากขึ้น

ฮวงจุ้ยประตูบ้านแบบไหนรับทรัพย์ อยากรวยต้องอ่าน

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเป็นความเชื่อที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับประตูบ้านที่ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความร่ำรวย ซึ่งหมายถึงการเจริญในหน้าที่การงาน โชคลาภและ การเสี่ยงโชคต่าง ๆ ที่จะนำความมั่งคั่งเข้ามาทางประตูบ้านด้วย

เราจึงได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้านมาฝากกัน ดังนี้

1. ใช้ประตูหน้าบ้านเป็นทางหลัก

บ้านทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านที่ออกแบบเอง ส่วนใหญ่จะมี 2 ประตู คือ ด้านหน้าและด้านข้าง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ควรใช้ประตูด้านหน้าเป็นทางเข้าออกหลัก และเปิดกว้างไว้ตลอดเวลาเพื่อรับพลังงานที่ดี สร้างความสดใสให้แก่บ้าน เรียกว่าเชิญชวนให้มีทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้านตลอดปี

2. ใส่ใจความใหม่และสะอาด

โดยทั่วไปคนเรามักเน้นทำความสะอาดด้วยการกวาดถู ปัดฝุ่น กำจัดหยากไย่ และอาจมีการทาสีบ้านใหม่ เพื่อให้ดูสดใสขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่มักละเลย คือการทำความสะอาดประตูบ้านให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งต้องคอยซ่อมแซมรอยถลอก แก้ไขรอยบิ่น ทาสีทับใหม่ ฯลฯ ไม่ควรปล่อยให้ประตูหน้าบ้านดูโทรมเก่าผุพัง เพราะเท่ากับเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี พลังงานด้านลบจะเข้ามา ส่งผลต่อความเศร้าหมองในบ้าน และยังขัดขวางเส้นทางการรับทรัพย์ด้วย

3. วางกระถางต้นไม้เรียกโชคลาภ

ต้นไม้ที่นิยมปลูกในกระถางวางตำแหน่งข้างประตูซ้ายขวา จะช่วยเรียกโชคลาภ เพิ่มทรัพย์สินให้เจ้าของบ้านได้ เช่น ต้นว่านสี่ทิศ ต้นโป๊ยเซียน ต้นวาสนา ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ต้องมีการดูแลอย่างดี รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดใบเหลืองหรือที่เหี่ยวเฉาออกตลอดเวลา จะช่วยให้บรรยากาศสดใส ให้พลังงานดีไหลเวียนเข้ามาในบ้าน เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงโชคหรือต้องเจรจาธุรกิจ จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จราบรื่นยิ่งขึ้น

4. ประตูบ้านด้านหน้ากับด้านหลังไม่ควรตรงกัน

ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากประตูด้านหน้าและหลังบ้านตรงกันเป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้เก็บเงินทองได้ไม่อยู่ (รับเงินเข้าแล้ว ก็มีเหตุให้ต้องจ่ายเงินออกง่าย) วิธีการแก้ฮวงจุ้ย คือ การวางโต๊ะกลมขวางไว้หรือ ติดม่าน ใส่ฉากกั้นบังตา ก็ได้เช่นกัน

5. ทิศทางของประตู

หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่า ผู้ที่อยากมีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทองยาวนาน ควรเลือกทิศทางประตูบ้าน ดังนี้

ทิศใต้ จะช่วยเสริมดวงให้มียศตำแหน่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และควรใช้สีประตูเป็นสีโทนแดงส้ม

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเสริมความมั่งคั่งความร่ำรวย เหมาะกับผู้ทำธุรกิจส่วนตัวหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะช่วยเสริมสร้างความก้าวหน้าในงานที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ จะทำให้การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แม้แต่เรื่องของประตูบ้านก็มีการแนะนำรูปแบบที่ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความมั่งคั่งให้กับผู้อยู่อาศัยได้

ฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้าน

เคล็ดลับเริ่มต้น ธุรกิจ ด้วยตนเอง

การทำธุรกิจนั้นสามารถเริ่มต้นที่ตัวเองได้จากทรัพยากรที่ตัวเองมีหรือสิ่งที่สนใจ จากนั้นลงทุนในความรู้กับตัวเองเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถที่ตัวเองมี การลงทุนในตัวเองที่ง่ายและถูกที่สุดคือ การอ่านหนังสือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ปรึกษาผู้รู้ และลงมือทำ อย่างไรก็ตาม การจะทำธุรกิจใดใดนั้น ควรต้องมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นอย่างลึกซึ้ง สิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การหาธุรกิจที่เหมาะกับตัวเองที่จะสามารถทำออกมาได้ดีและต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ Mindset ที่ดีจะทำให้ธุรกิจไปได้ดี และถ้าธุรกิจที่ทำเป็นธุรกิจที่เริ่มจากความรักนั้นจะยิ่งดีมาก โดยเรามีเคล็ดลับ 5 ข้อมาฝากท่านที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจด้วยตนเองดังนี้

ออกแบบชีวิตก่อนออกแบบธุรกิจ

การที่จะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง สิ่งที่จะต้องรู้คือการตอบคำถามว่าตัวเองต้องการชีวิตรูปแบบไหน จากนั้นเลือกธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตที่ต้องการเมื่อเราทำธุรกิจนี้แล้วเราจะได้อะไร เช่น ได้ชีวิตที่ดีขึ้น ได้มีเวลามากขึ้น ได้พัฒนาตัวเอง ได้อยู่กับครอบครัวและครอบครัวสบายมากขึ้น เป็นต้น

เป้าหมายทางธุรกิจ

ก่อนจะทำธุรกิจ จำเป็นจะต้องมองเห็นเป้าหมายของธุรกิจว่าเป้าหมายของธุรกิจนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ สามารถพัฒนาต่อได้หรือไม่ มีภาพรวมเป็นอย่างไร จะกลายเป็นธุรกิจหน้าตาแบบใดในอนาคต แล้วกลับมาถามตัวเองว่าเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ได้อย่างไร ต้องมีคุณสมบัติใดบ้างซึ่งคำถามจะนำมาซึ่งวิธีการไปสู่เป้าหมาย

หาความรู้ในการทำธุรกิจ

ในการทำธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการทำธุรกิจ โดยสามารถศึกษาได้จากการอ่านหนังสือศึกษาด้วยตัวเอง การเรียนรู้จากผู้รู้ มีความรู้เรื่องของ Mindset ที่ดีในการทำธุรกิจ เพราะนั่นคือหัวใจหลักในการทำธุรกิจรวมถึงทักษะการขาย เพราะเราจะเติบโตได้ก็เพราะการขาย สิ่งที่ทำจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้จะต้องศึกษาลูกค้าด้วยว่ามีพฤติกรรมการบริโภคเป็นอย่างไร

วางแผนในการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจที่ดีเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดีเมื่อมีต้นทุนที่จำกัดด้วยแล้วจำเป็นจะต้องมีการวางแผนที่ดีเพราะการทำธุรกิจมีความเสี่ยง มีการวางแผนรายวันว่าจะต้องทำอะไรบ้างจนกระจายเป็นรายสัปดาห์รายเดือน จากนั้นให้ทำตามแผนที่วางไว้และแก้ไขเรียนรู้จากข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตามแม้จะมีแผนที่ดีแต่ก็ต้องมีแผนที่จะรับมือจากสิ่งที่ไม่คาดคิดด้วย

ศึกษาเรื่องเงินทุน

การทำธุรกิจนั้นแน่นอนว่าจะต้องศึกษาเรื่องของการลงทุนเพื่อให้ลดความเสี่ยง ความคุ้มค่าที่สำคัญคือรู้ว่าจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ จากการรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างมีวัสดุอุปกรณ์อะไร ราคาเบื้องต้นเท่าไหร่ ซึ่งสามารถคำนวณคร่าว ๆ ได้เองจากการค้นหาข้อมูล เมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ทุนเท่าไหร่แล้ว ก็จะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าจะต้องจัดการบริหารอย่างไร

ในการทำธุรกิจของตัวเองนั้น สามารถเริ่มต้นจากทรัพยากรที่ตัวเองมีอาจมาจากความสามารถหรือสินค้าที่สนใจหรือมีความรู้ในสินค้าเพื่อตอบโจทย์กับลูกค้า จากนั้นหมั่นหาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อมีแผนธุรกิจแล้วต้องลงมือทำไม่ปล่อยให้เป็นเพียงแผนในกระดาษ

เคล็ดลับเริ่มธุรกิจด้วยตนเอง

ค่าไฟลดได้ด้วยมือเรา เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

สิ้นเดือนทีไร หลายคนก็เกือบจะสิ้นใจตามบิลค่าไฟในเวลาที่เห็นตัวเลขบนนั้นกันเลยทีเดียว ต้องบอกว่าจะโทษใครก็ไม่ได้เพราะเป็นที่ตัวเราเองทั้งนั้น ขณะที่เปิดแอร์ทั้งวันก็บอกว่าเพราะอากาศมันร้อน ครั้นเปิดทีวีดูทั้งวันก็บอกว่ากลัวเหงา ดังนั้นแล้วเมื่อบิลค่าไฟออกมาเราก็ต้องรับสภาพกันไปโดยปริยาย

แต่เมื่อมีปัญหา ทางออกก็ย่อมตามมาเช่นกัน วันนี้เราจึงมี 5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ มาฝากเพื่อน ๆ ให้ลองนำไปปรับใช้ในบ้านตัวเอง แล้วมาดูผลตอนสิ้นเดือนกันว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

ลดการใช้แอร์

เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแอร์นี่แหละที่เราใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าไฟ เราก็ควรต้องลดการใช้แอร์ลงด้วย อาจจะตั้งเวลาในการใช้งาน ปรับอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และในช่วงกลางวันก็อาจจะเปิดในช่วงที่รู้สึกร้อนมากจริง ๆ แทนการเปิดไว้ทั้งวันก็ได้

ปิดไฟเมื่อไม่ใช้

รัฐบาลเคยมีช่วงรณรงค์ให้ปิดไฟที่ไม่ใช้งาน 1ดวงทุกบ้าน 1 นาที เพียงเท่านั้นก็ช่วยลดการใช้พลังงานของทั้งประเทศไปเป็นพันล้านบาทเลยทีเดียว ดังนั้น บ้านเราเองก็ควรเลือกเปิดเฉพาะในพื้นที่ที่จำเป็น และปิดดวงที่อยู่ในที่ที่เราไม่ค่อยผ่าน หรืออาจจะใช้ระบบเซ็นเซอร์ที่เวลาเราเดินผ่านไฟจะติดอัตโนมัติและเมื่อเราไปก็จะดับเองแทนก็ได้ แบบนั้นก็จะช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าไฟไปได้เลยทีเดียว

เปลี่ยนมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์

การเปลี่ยนมาใช้หลอดประเภทฟลูออเรสเซนต์ จะช่วยประหยัดพลังงานกว่าหลอดแบบธรรมดาได้มากถึง 75% แถมยังมีอายุการใช้งานที่นานกว่าด้วย ประหยัดแล้วคุ้มค่าแบบนี้เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดใช่ไหมล่ะ

5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน

หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น เมื่อเราเสียบปลั๊กไว้กระแสไฟก็ยังวิ่งผ่านอยู่ โดยเฉพาะคนที่ชอบปิดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์เอาไว้ หารู้ไม่ว่านี่แหละคือ สิ่งที่ทำให้เงินเรารั่วไหลไปเดือนละหลายสตางค์เลยทีเดียว

ซักและรีดเสื้อผ้าครั้งละหลาย ๆ ตัว

เครื่องซักผ้าและเตารีดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุดชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากคุณมีพฤติกรรมซักผ้าน้อย ๆ ชิ้น หรือรีดผ้าทีละชุดแล้วล่ะก็ รีบเปลี่ยนด่วน ๆ เปลี่ยนมาซักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรีดผ้าสัปดาห์ละครั้งก็จะช่วยประหยัดค่าไฟของคุณไปได้เรียกว่าจะแปลกใจกันเลย

เทคนิคง่าย ๆ และทำ ๆ ได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก แค่เรารู้จักวางแผน และบริหารการใช้ชีวิตประจำวันในบางเรื่อง เพียงเท่านี้ คุณก็จะผ่านช่วงเวลาสิ้นเดือนไปได้อย่างสบายใจ และสบายกระเป๋ามากขึ้นในทุก ๆ เดือน

วิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีตลอดปี

ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากนิยมเลี้ยงสุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขภาพดีนั้นจำเป็นต้องใส่ใจทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย อาหาร การทำความสะอาด ฯลฯ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดี มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. พาไปฉีดวัคซีนตามอายุของสัตว์ เนื่องจากสัตว์เลี้ยงในช่วงอายุ 1-3 เดือนแรกจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ การรีบพาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ฯลฯ จึงสำคัญมาก รวมถึงการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี ก็จะทำให้สุนัขและแมวปลอดจากโรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นทำให้ตายได้

2. อาบน้ำเป็นประจำ โดยเฉลี่ยสำหรับสุนัขสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนแมว เดือนละ 1 ครั้ง ทั้งต้องดูแลเรื่องการแปรงขนและการตัดเล็บเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและลดปัญหาโรคผิวหนังเรื้อรังได้

3. ดูแลเรื่องอาหารที่เหมาะสม ปัจจุบันมีการจำหน่ายอาหารเม็ดและอาหารเปียกแบบกระป๋อง เพื่อให้สุนัขและแมวได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนหลากหลาย เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องศึกษารายละเอียดที่ภาชนะ เช่น ช่วงวัยที่เหมาะสม ประเภทของสัตว์ ปริมาณที่ควรให้ในแต่ละวัน เป็นต้น จะทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ไม่เจ็บป่วยง่าย

4. ให้เวลากับสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะต้องการอยู่ใกล้ชิดและคลุกคลีกับคนมากกว่าแมว อย่างไรก็ตามเจ้าของควรมีเวลาให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำวันละ 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะหากเลี้ยงในพื้นที่ปิด เช่น ในห้อง คอนโด กรง ฯลฯ จะเสี่ยงต่อภาวะความเครียดสูงและจะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายสัตว์อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อและเสียชีวิตง่าย

5. พาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ จะทำให้ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและโรคหัวใจได้ ซึ่งระยะเวลาในการออกกำลังกาย ควรเหมาะสมตามช่วงอายุและตามช่วงอายุและความแข็งแรงของร่างกายสัตว์แต่ละตัวด้วย

6. มีพื้นที่ขับถ่ายเป็นสัดส่วน และควรรีบกำจัดมูลสัตว์หลังจากสัตว์ขับถ่าย เพื่อช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อโรคและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้

7. หมั่นสังเกตความผิดปกติ เช่น อาการเบื่ออาหาร ตาเหลือง อาเจียน ซีด ท้องผูก ท้องเสีย โดยไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ และรีบนำมาพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาอย่างรวดเร็ว

8. ดูแลบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์ ไม่ให้อับชื้น หรือมีน้ำขัง เพราะเป็นแหล่งสะสมของยุง แมลง เชื้อโรค ฯลฯ ที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและเสียชีวิตได้

จะเห็นได้ว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีที่กล่าวมาเป็นสิ่งพื้นฐานที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรให้ความสำคัญสม่ำเสมอ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดีอยู่กับคุณได้ยาวนาน

วิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดี

ชูก้าไรเดอร์ สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋ว

สัตว์เลี้ยงตัวเล็กที่เรารู้จักกันในนาม ชูก้าไรเดอร์ คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าตัวเล็กนี้ น่ารักแสนรู้และกำลังเป็นที่นิยมของคนรักสัตว์ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าชูก้าไรเดอร์กันดีกว่า ว่ามันมีความน่ารักขนาดไหน

ชื่อเป็นทางการของมันคือ ชูก้าไรเดอร์ หรือชื่อที่เรียกติดปากก็คือ จิงโจ้บิน ลักษณะของมันคือมีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้ เลี้ยงลูกในกระเป๋าหน้าท้อง มีพังผืดด้านข้างลำตัวตั้งแต่ข้อมือไปถึงข้อเท้าคล้ายบ่างของบ้านเรานี่แหละขนาดตัวของมันเท่าฝ่ามือ สีตามธรรมชาติของมันคือสีเทาดำ หากินกลางคืน เป็นสัตว์ที่มาจาก 2 แหล่ง คือประเทศออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย แต่ในออสเตรเลียถือว่าชูก้าคือสัตว์สงวนไม่สามารถนำออกจามากประเทศได้ ในประเทศไทยชูก้าไรเดอร์มีอยู่หลายสีหลายสายพันธุ์ มีทั้งสีขาวตาแดง สีเทาดำ มีเสียงเห่าคล้ายลูกสุนัข ชูก้าไรเดอร์กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะความน่ารักของมันเป็นสัตว์ที่จำกลิ่นของคนเลี้ยง การเริ่มต้นเลี้ยงชูก้าไรเดอร์นั้นจึงต้องทำความคุ้นเคยกันก่อน ที่จะจับตัวกันได้ ราคาค่อนข้างสูงสำหรับสีที่แตกต่างกันออกไป การเลือกซื้อชูก้าไรเดอร์ควรมีความรู้เบื้องต้นด้วยในการเลือก เพราะผู้เพาะพันธุ์บางส่วนไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและอายุในการแยกลูกชูก้าไรเดอร์ที่ยังไม่หย่านมออกมาเพื่อจำหน่าย บางร้านมีการตัดฟันเพื่อไม่ให้ชูก้าไรเดอร์กัด โดยที่ไม่รู้เลยว่าการตัดฟันนั้นส่งผลระยะยาวกับเจ้าตัวเล็กนี้ขนาดไหน ชูก้าไรเดอร์ไม่เหมือนกระรอกที่ตัดฟันแล้วจะงอกมาใหม่ได้ การตัดฟันจึงเป็นการทำร้ายความเป็นอยู่ของมันอย่างมากในเรื่องการกินอาหารจนถึงเรื่องสุขภาพในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

ชูก้าไรเดอร์

ชูก้าไรเดอร์ เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่กันเป็นกลุ่มและออกหากินในเวลากลางคืน ผู้เลี้ยงจะสังเกตได้ว่าพวกมันมักจะตื่นกันมาเล่นในเวลากลางคืน และจะนอนในเวลากลางวัน ส่งเสียงเห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ เป็นสัตว์ที่ชอบซุก เราจึงต้องมีถุงผ้าหรือของเล่นที่สามารถให้เจ้าชูก้าไรเดอร์ซุกตัวได้ กรงที่เลี้ยงควรมีลักษณะที่สูงเพราะชูก้าชอบกระโดดไปมาอยู่ตลอดเวลา อาหารของชูก้าไรเดอร์ สามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ ผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น แอปเปิ้ล กล้วย มะละกอ แตงโม เสริมโปรตีนด้วยแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอน ตั๊กแตน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะเพราะจะทำให้มันอ้วนจนเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพ อายุของมันสามารถอยู่กับเราได้ถึง 10 ปี แล้วแต่การเลี้ยงดูของแต่ละคน ถือว่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนอีกหนึ่งชนิด

การตัดสินใจเลี้ยงชูก้าไรเดอร์ อยากให้ศึกษาข้อมูลในการเลี้ยงก่อน และความพร้อมของผู้เลี้ยงด้วยว่าพร้อมที่จะดูแลแค่ไหน เพราะเขาเป็นสัตว์ขี้อ้อนและติดเจ้าของมากถ้าเลี้ยงตัวเดียว ความใส่ใจคือสิ่งสำคัญเมื่อคิดจะเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหนก็ตาม ต่างก็ต้องการความดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ ไม่ใช่เลี้ยงทิ้งๆขว้างๆ เพราะสัตว์ทุกๆตัวมีหัวใจ

การเลือกสีบ้าน 10 เฉดสี ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

การสีบ้านก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งเลยที่สำคัญ และจะเป็นการสื่อได้เลยว่าเจ้าของบ้านหลังนี้นั้น มีความชอบ รสนิยม เป็นแบบไหนกัน จะเป็นการบ่งบอกที่ชัดเจนมากจริงๆ สีขิงบ้านนั้นมีหลากหลาย มากมายให้พวกเราได้เลือกใช้ แต่สีที่จะเป็นธรรมชาติหรือความสวยงามของใคร ก็จะขึ้นอยูที่คนเลือกสีนั้นๆ มาใช้ในการทาสีบ้านของเราเอง การเลือกสีให้ดีนั้น ควรเป็นสีที่เราชอบ ส่วนสีที่ไม่ควรเลือกมาใช้เลยก็คือ สีดำ ซึ่งเป็นสีที่ใช้แทนความทุกข์ เป็นสีที่ไม่เหมาะต่อการที่จะนำมาทาบ้านของเราเลย ต้องลือกสีที่เราชอบแต่ก็ไม่ใช่สีที่ดูแล้วสื่อถึงสิ่งที่ไม่ดี มันจะเป็นความไม่ดีต่อบ้านของเราด้วย

1.สีฟ้า เป็นสีที่ทำให้ความรู้สึก สงบ สบาย เยือกเย็น ปลอดภัย เป็นสีที่ให้ความรู้สึกที่ดีเลยทีเดียวนะ ที่ทำให้รู้สึกว่าสบายกาย สบายใจทำครั้งที่ได้มอง หรือได้อยู่ในห้องที่เป็นสีโทนแบบนี้ เป็นสีที่ให้ความร่มเย็น สบายอกสบายใจเป็นที่สุดเลยก็ว่าได้นะ สีแบบนี้บอกได้เลยว่าเหมาะที่สุดเท่าที่ได้เคยเจอมา ในบรรดาสีไหน ก็ไม่เหมาะเท่าสีนี้อีกแล้ว สีฟ้าเป็นสีที่ดีแล้วสำหรับบ้านไหนๆก็ดูเหมาะไปหมดเลย

2.สีชมพู สีแห่งความรักเลยสีนี้ ส่วนมากจะเป็นสีที่ผู้หญิงชอบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะชอบไม่ได้ เพราะก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายจะชอบได้เหมือนกัน สีชมพู จะสื่อถึง ความรัก ความหวาน นุ่มนวล อบอุ่น เหมาะกับคนที่ มีความสดใส ความหวาน เหมาะที่จะเป็นบ้านหุ่มสาว ที่สุดเลย หรือเป็นครอบครัวก็ได้นะ

3.สีเขียว เป็นสีที่ให้ความ ชุ่มชื้น สดใส ดูสบายๆตา สีเขียวก็เป็นความธรรมชาติมากเลยทีเดียว เป็นสีที่ทำให้รู้สึกได้เลยว่าเหมือนอยู่ในป่า ที่ที่เป็นธรรมชาติที่สุด ความสดชื่นแบบนี้ก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งเลยที่จะสื่อให้รู้ว่าคนๆนั้นเป็นคนแบบไหน สีเขียวจะสื่อได้ว่าเป็นคน เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ไม่มีอะไรมากมาย

4.สีแดง ให้ความหมายว่า ร้อนแรง ดุเดือด ใจร้อน ซึ่งคนที่ชอบสีนี้ จะเป็นคนใจร้อน ทำอะไรรวดเร็ว ไม่รอช้า คิดอยากจะทำอะไรก็ทำเลย สีบ้านก็เช่นกัน ถ้าได้ทาสีบ้านเป็นสีแดงแล้ว ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก สีนี้ก็เหมาะดีเหมือนกันที่จะเป็นสีของบ้านเรือนเรา

5.สีครีม ให้ความรู้สึก นุ่มนวล เรียบร้อย อ่อนโยน คนที่ใช้สีทาบ้านแบบนี้บอกเลยว่าเป็นคนที่อ่อนโยน เป็นคนที่เรียบร้อยน่าค้นหาสุดๆไปเลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะสีครีมนี้มีจะเลอะง่ายหน่อยเพราะเป็นสีที่ดูจืด ไม่ฉูดฉาดเท่าไหร่ ทำให้ตัวบ้านของเราอาจจะเป็นล่องลอยได้ง่ายขึ้น

6.สีเหลือง ให้ความรู้สึก เบิกบาน สดใส ความสุข ที่เต็มไปด้วยความสดใสที่สื่อออกมาจากสีเหลืองนี้เอง สีนี้เป็นสีที่สดใสที่สุดเลยจริงๆ เพราะเป็นสีที่สว่างมาก ดูแล้วสบายตา สบายใจ แต่ก็มีผลเสียอยู่ดี ตรงที่สีดูสดใสจนทำให้บางที อาจมีสิ่งสกปรกทำให้เลอะง่ายเช่นกัน

7.สีเทา ให้ความรู้สึกถึง ความมั่นคง อดทน แข็งแกร่ง มุ่งมั่น ความเชื่อถือ ความเป็นทางการ สีนี้บอกเลยว่าสมัยนี้วันยรุ่นนิยมใช้สีเทาทาบ้านกันเยอะพอสมควร เพราะสีนี้เป็นสีวินเทจเหมาะกับคนรุ่นใหม่มากที่สุด เป็นสีที่ฮิตใช้กันในช่วงสมัยนี้

8.สีทอง ให้ความรู้สึก สูงส่ง มีระดับ ร่ำรวย ความมั่นใจ เป็นอีกสีนึงเลยที่สื่อให้รู้ว่าเจ้าของบ้านหลังนั้น มีความมั่นใจในความ ร่ำรวย มีระดับ ในการใช้ชีวิต เพราะสีทองเป็นสีที่คนมีฐานะมักนิยมนำมาใช้ทาสีบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนที่คิดว่าดี ก็จะทาสีลงไป ให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นการสื่อถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวยเป็นที่สุด

9.สีขาว ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ ผ่องใส สว่าง เรียบเนียน เป็นสีที่ต้องบอกก่อนเลยว่า ให้ความ สดใส สว่างเรียบง่ายสบายตาเป็นที่สุด หรือเป็นอีกหนึ่งสีที่เป็นความดูดีไปอีกแบบ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นสีทองก็ทำให้ดูดีได้แน่อน ต้องยอมรับเลยว่าสีนี้ ดูดี และ เรียบง่าย จริงๆ

10. สีดำ ให้ความรู้สึก มืดมน ความเศร้า หรือความหมายที่ตรงกันข้ามก็คือ ความน่าเกรงขาม ความหรูหรา แข็งแกร่ง สีนี้เป็นอีกสีนึงเลยที่วัยรุ่นหรือคนสมัยนี้นิยมชมชอบที่จะทำ เป็นโทนสีที่สื่อได้ว่า มั่นคง แข็งแรง เป็นอย่างยิ่ง และยังมีข้อดีอีกก็คือ ไม่ทำให้ตัวบ้านเรอะง่าย เหมือนสีอื่นๆ เพราะเป็นโทนสีที่เข้มข้นสุดๆ จนทำให้เป็นสีที่เริ่มนิยมนำมาใช้ทาสีบ้านกัน

การเลือกสีบ้าน 10 เฉดสี ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

SEO สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจออนไลน์

เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลพบว่า คนไทยใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการผ่าน Google ซึ่งเป็น Search Engine ชื่อดังอันดับโลก มากถึงวันละประมาณ 3 ล้านครั้ง

การทำ SEO หรือ search engine optimization ให้แก่เว็บไซต์ธุรกิจที่มีคุณภาพและมีความสม่ำเสมอ โอกาสในการขายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้ SEO เป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเปิดเว็บไซต์ เพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจของสินค้าและบริการประเภทเดียวกันได้ดียิ่งขึ้น

SEO กับการแข่งขันในตลาดธุรกิจออนไลน์

SEO สำคัญกับการทำธุรกิจในปัจจุบันมากเนื่องจากว่าหลายเว็บไซต์ก็ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านทาง search engine ทั้งด้วยการโฆษณาแบบซื้อพื้นที่ (การประมูลราคา) และการทำ SEO (ทั้งด้วยตัวเองและการจ้างบริษัทที่มีความชำนาญทำ)

หากเว็บไซต์ใดไม่ทำการโฆษณาการประชาสัมพันธ์ด้วย SEO ก็จะทำให้ผลการประเมินคุณภาพของเว็บไซต์ด้วยระบบอัลกอริทึ่มของ search engine ต่ำกว่า ทำให้อันดับการสืบค้นตกไปอยู่หน้าท้าย ๆ ของการใช้ keyword นั้น ๆ ซึ่งจะเกิดข้อเสีย คือทำให้ลดโอกาสในการขายสินค้าทางออนไลน์ไปอย่างมาก

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทำ SEO

นอกจากหลักการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ทั้งด้านบทความหรือ content ภาพประกอบ สื่อมัลติมีเดียที่มีความดึงดูดน่าสนใจและการมีลิ้งค์เชื่อมโยงเว็บไซต์ภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์ทางธุรกิจ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าแล้ว

เจ้าของธุรกิจและผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์ ควรทำการศึกษาหลักการวิเคราะห์ของระบบ algorithm ของ search engine อย่าง Google ซึ่งมีหลายประเภท เช่น PANDA , HUMMINBIRD ฯลฯ เพื่อการระมัดระวังทำสิ่งที่เป็นข้อห้ามของระบบ search engine เช่น

ระบบ PANDA สำหรับการหาคำซ้ำ หรือ plagiarism ถ้ามีบทความใดมีการใช้เนื้อหาที่คัดลอกจากเว็บไซต์อื่น ๆ หรือมีการใส่คีย์เวิร์ดที่ไม่เป็นธรรมชาติ เน้นจำนวนคีย์เวิร์ดมากเกินไปจนอ่านแล้วไม่ได้ใจความ ฯลฯ ก็จะทำให้ถูกตีความหมายว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ที่จะทำให้อันดับในการค้นหาตกลงด้วย

สิ่งที่ต้องพัฒนาเสมอในการทำ SEO

การปรับปรุงในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ ทำให้ใช้งานง่าย เป็นที่ประทับใจของลูกค้า ไม่ใช่สีสันที่อ่านแล้วไม่สบายตา รวมถึงการสร้างสื่อประกอบบทความ ก็ต้องน่าสนใจ ควรทำเป็นคลิปวิดีโอที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้งานเว็บไซต์ซ้ำอีกบ่อย ๆ

นอกจากนั้น เว็บไซต์ก็ควรใช้ได้บนจออุปกรณ์ที่หลากหลาย ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้าตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO สำคัญกับการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะทำให้เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายและรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งด้านยอดขาย จำนวนลูกค้าและการเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

SEO สำคัญแค่ไหนกับธุรกิจ

ตัวอย่างการทำเว็บไซต์ SEO แบบเทพ แต่เข้าใจง่าย

SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการทำให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้ดีขึ้นในการสืบค้น search engine อย่าง Yahoo Google ด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์แบบดั้งเดิมใน 2 ส่วน คือ

การทำเว็บไซต์ SEO แบบเทพ แต่เข้าใจง่าย

1.ส่วน On-Page SEO

เป็นการใช้ keyword ที่ได้จากการวิจัยการตลาด ศึกษาว่าลูกค้าเป้าหมายทางธุรกิจของคุณมีการสืบค้นด้วย keyword ใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มองหาร้านขายซาลาเปาอร่อยในกรุงเทพ ก็นิยมใช้คีย์เวิร์ดว่า ซาลาเปา+กรุงเทพ

หากคุณทำธุรกิจขายซาลาเปาในเขตกรุงเทพ ก็ควรนำคีย์เวิร์ดนี้มาใส่ในบทความ ตั้งชื่อภาพ ตั้งชื่อ URL address โดยใส่คีย์เวิร์ดนี้ลงไป เพื่อให้ระบบ algorithm ของ search engine ประมวลผลและวิเคราะห์และนำไปสู่การแสดงผลให้ปรากฏสู่สายตาลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ

ทั้งนี้ในปัจจุบันคุณต้องให้ความสำคัญกับการทำสื่อมัลติมิเดียที่ดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าเป็นเทคนิคที่ทำให้ลูกค้าให้เวลาหน้าจอของเว็บไซต์คุณนานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เป็นผลลัพธ์ที่ดีในการเพิ่ม Traffic และเพิ่มโอกาสในการขายทำให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณบรรลุเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น

2.ส่วน Off-Page SEO

เป็นการสร้าง BackLink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ภายนอกที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน โดยคุณอาจไปตอบคอมเม้นต์ในประเด็นปัญหาที่ผู้บริโภคทั่วไปประสบ อย่างเช่น ทำอย่างไรซาลาเปาจะอร่อย วิธีนึ่งซาลาเปาให้สุกพอดี ฯลฯ (กรณีตัวอย่างว่าคุณขายซาลาเปาอยู่)

เมื่อคุณไปตอบคำถามว่ามันมีเทคนิคอย่างไรในการทำซาลาเปาให้อร่อยพร้อมกับแนบ Link ก็จะทำให้ผู้ที่อยากจะบริโภคซาลาเปาอร่อยมาซื้อชิมที่ร้านของคุณ แล้วก็อาจจะกลายเป็นลูกค้าประจำในอนาคต

นอกจากนี้ อาจจะใช้การเชื่อมโยงลิงค์เว็บไซต์ของร้านอาหารประเภทอื่น เช่น อาหารคลีนเพื่อสุขภาพ เข้ากับเว็บไซต์คุณ เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการบริโภคอาหารให้แก่ลูกค้า ก็ได้เช่นกัน

การทำองค์ประกอบ SEO ให้ครบทั้งสองส่วน คือ Off-page และ On-page SEO จะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ สามารถพบกับหน้าเว็บไซต์ของคุณได้อย่างรวดเร็ว เป็นจุดที่ลงตัวที่สุด กล่าวคือ WIN-WIN ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (ขณะเดียวกัน ทาง search engine ก็ได้ผลลัพธ์ด้านความประทับใจของลูกค้าในการใช้ search engine นั้น ๆ ไปด้วย)

การทำ SEO ในปี 2019 จึงต้องมีการอัพเดต ติดตามเทรนด์ลูกค้า จึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการเพิ่มจำนวน Traffic ของผู้เข้าชม เพิ่มยอดขายให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ทั้งในระยะสั้นและยาว

ที่สำคัญ การทำเว็บไซต์ SEO จะเพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ จึงเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการซ้ำ หรือRepeat Business สูง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อธุรกิจของคุณในอนาคตด้วย

ตัวอย่างการทำเว็บไซต์ SEO แบบเทพ

แนะ 5 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคน อาจต้องพบเจอกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องการเรียน การศึกษา การงาน การทำมาหากิน เรื่องของปากท้อง และเรื่องของหัวใจ ทั้งหมดอาจสร้างความเครียด ความเบื่อหน่าย และความเหนื่อยล้าให้กับร่างกายและจิตใจของพวกเราอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะสุขภาพกายใจที่ดี จะนำพามาซึ่งชีวิตที่มีความสุข ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” หมายถึง ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ นั่นเอง แต่การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงแจ่มใสและอยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอนั้น มีเคล็ดลับอย่างไรบ้าง เรามาดูไปพร้อม ๆ กัน

1. พักผ่อนอย่างเพียงพอ

ในที่นี้หมายถึงการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนนั้นต้องการการพักผ่อนที่มากน้อยแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรสังเกตว่าตนเองพักผ่อนประมาณกี่ชั่วโมง จึงจะรู้สึกดี ตื่นมาแล้วไม่เหนื่อยเพลีย แต่ก็ไม่ปวดหัวเหมือนกับอาการของคนที่นอนหลับมากจนเกินไป โดยปกติแล้ว ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

แนะ 5 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

2. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ของอร่อยมีอยู่ทุกที่ ของน่ากินมีอยู่ทุกซอย แต่การตามใจปาก เลือกกินแต่ของที่อยากกิน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร อาจนำพามาซึ่งโรคร้ายหลากหลายประเภท ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหาร จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพ หลายคนอาจคิดว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น ไม่อร่อยถูกปากเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็มีรสชาติที่อร่อยถูกปากได้ หากเปิดใจยอมรับประทานในช่วงแรก ๆ หรือหากรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้วอยากจะรับประทานของโปรดของตนเองบ้าง ก็ปรับเป็นรับประทานของโปรดนาน ๆ ทีก็ได้ แค่นี้อะไร ๆ ก็ลงตัวมากขึ้นแล้ว

3. ฝึกทำสมาธิ หรือแบ่งเวลาไว้เพื่อพักผ่อนทางจิตใจ

เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อน จิตใจเองก็ต้องการการพักผ่อนด้วยเช่นเดียวกัน แต่การพักผ่อนทางจิตใจนั้นมีหลากหลายวิธี แล้วแต่ความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล บางคนเมื่อได้ลองฝึกทำสมาธิ ก็มีจิตใจที่ปลอดโปร่งโล่งเบาสบายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน คิดไอเดียออกง่ายขึ้น และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีสติมากขึ้น บางคนอาจใช้วิธีสวดมนต์ หรือทำงานอดิเรกที่ตนเองชอบ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใจ

4. ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

การออกกำลังกายที่ดี คือการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเลือกชนิดให้เหมาะสมกับร่างกาย เช่น หากมีอาการบาดเจ็บที่เข่าในช่วงนี้ ก็ใช้วิธีว่ายน้ำออกกำลังกาย เมื่อหายดีก็วิ่งออกกำลังกายสลับกับโยคะ และปั่นจักรยาน แน่นอนว่าการออกกำลังกายนั้นมีผลดีกับร่างกายอย่างมาก แต่หากเลือกวิธีที่ไม่เหมาะกับตัวเอง และหักโหมมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ได้เช่นกัน และอย่าลืมที่จะแบ่งเวลามาออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน หรือจะออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ก็ได้

5. แบ่งเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว

เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

หลายคนมองข้ามการให้เวลากับตัวเองและครอบครัว มัวแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่ได้พักผ่อนหรือมีเวลามากพอที่จะมองเห็นและรับกำลังใจจากตัวเองและคนรอบข้าง เชื่อหรือไม่ว่าการให้เวลากับตัวเอง ให้ได้ทำอะไรที่อยากทำ การให้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงและคนที่คุณรัก จะช่วยสร้างพลังงานใหม่ ๆ เพื่อให้มีแรงกำลังสู้ต่อไปได้เป็นอย่างดี

เมื่อใส่ใจที่จะดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพจิตใจกันด้วย เพราะสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของตัวเองดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเผื่อแผ่พลังบวกและพลังใจส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย รู้เคล็ดลับดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ทดลองเอาไปทำตามกันได้ทันที เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจที่ดีอยู่เสมอ และตลอดไป