วิธีปรับตัวทำงานแบบ Work from Home ในยุคโควิด

การทำงานจากที่บ้านเป็นเรื่องที่หลายสาขาอาชีพยอมรับกันในช่วงการระบาดของโควิด-19 แน่นอนไม่ใช่ทุกเส้นทางอาชีพจะเปลี่ยนมาทำงานทางไกลได้ทันที แต่เนื่องจากสถานการณ์บังคับทำให้หลายอาชีพอย่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเริ่มปรับการทำงานเป็นการตรวจวินิจฉัยโรคจากทางไกลและบริการส่งยาไปให้ผู้ป่วยที่บ้าน ลดจำนวนผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้น้อยลง

การทำงานทางไกลมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งแรกคือความยืดหยุ่นในชั่วโมงการทำงานช่วยให้รับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ประหยัดเวลาเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย ให้โอกาสสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ไม่น่าแปลกใจที่คนทำงานทางไกลตัดสินใจจะทำงานแบบนี้ต่อไปอีกแม้ยุคโควิด-19 จะผ่านพ้นไปแล้ว

พูดถึงข้อเสียจากการทำงานทางไกลคือการเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงานลดลง หลายคนรู้สึกขาดแรงจูงใจและโดดเดี่ยว พ่อแม่ที่ทำงานพร้อมดูแลลูกเล็กอยู่กับบ้านจะทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะถูกขัดจังหวะอยู่บ่อย ๆ การทำงานทางไกลส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนเราต่างกันไป หลายคนเริ่มทำงานทางไกลรู้สึกการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ แต่ส่วนใหญ่พบว่าการไม่ต้องออกไปเสี่ยงติดเชื้อนอกบ้านทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น

วิธีรับมือกับความท้าทายเมื่อต้องเปลี่ยนมาทำงานทางไกล มีดังนี้

1.ตรวจสอบกิจวัตรของตนเองอยู่เสมอ
การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันอย่างกะทันหันอาจส่งผลกระทบต่อคนที่ปรับตัวยากสักหน่อย เปลี่ยนจากที่เคยตื่นแต่เช้าออกเดินทางไปทำงานจะมีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นหลายชั่วโมง ควรเช็กร่างกายและอารมณ์ของตนเองตลอดทั้งวัน ถ้านั่งทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงอาจทำให้เกิดความเครียดมากขึ้น ควรพักสมองเป็นระยะ เช่น ลุกไปดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำ หากนั่งจ้องหน้าจอติดต่อกันนานแล้วน้ำตาไหล ควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อไม่ให้ร่างกายปวดเมื่อยและสายตาอ่อนล้า รับประทานผลไม้บำรุงสายตาและเติมพลังให้ตัวเองตลอดทั้งวัน หลังจากทำงานเสร็จในแต่ละวันควรหากิจกรรมทำช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่คิดถึงเรื่องงานต่อเนื่อง เช่น เดินเล่น ออกกำลังกายช่วงสั้น ๆ หรือเตรียมอาหารทำกับข้าว

2.ไม่ละทิ้งสังคม ควรติดต่อกับผู้อื่นสม่ำเสมอ
หากรู้สึกโดดเดี่ยวและขาดแรงจูงใจในการทำงานควรมองหาช่องทางติดต่อเพื่อนร่วมงานทุกวัน อาจกำหนดเวลาพักสัก 15 นาทีเพื่ออ่านข้อความอีเมล อ่านบล็อก แชท และใช้โซเชียลมีเดีย เจ้านายและลูกน้องคุยโทรศัพท์ติดต่อเรื่องงานอย่างเปิดเผยเพื่อให้ความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น จัดประชุมทางไกลในเวลางาน พร้อมทั้งหาเวลาจัดกิจกรรมกับเพื่อน ๆ และครอบครัวเพื่อเชื่อมต่อสังคมกับทีมงาน จะช่วยบรรเทาความรู้สึกโดดเดี่ยวและหมดไฟในการทำงานไปได้

3.สื่อสารกับหัวหน้างานหรือผู้จัดการบ่อย ๆ
การเปลี่ยนมาทำงานทางไกลค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายองค์กร โดยเฉพาะอาชีพที่ทำงานกันเป็นทีมอาจพบปัญหาและไม่ได้พูดคุยปรึกษากับหัวหน้างานหรือผู้จัดการในทันที ควรจัดการสัมมนาออนไลน์ให้มากขึ้นเพื่อให้เห็นว่าแต่ละคนทำงานคืบหน้าอย่างไร ควรปรับปรุงตรงไหน ในด้านการสื่อสารควรเน้นการเปิดเผยและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดของแต่ละคนแบบตรงไปตรงมา

สำหรับหลายสาขาอาชีพ การปรับตัวทำงานทางไกลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเกิดขึ้นกะทันหันและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสาเหตุให้หลายคนเกิดความเครียดสะสม หากต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะปรึกษาเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย และครอบครัวเพื่อก้าวข้ามช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

ทำบุญบริจาคเงินที่ไหนดี 2021

การทำบุญมีอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำกิจการงานให้สมบูรณ์ในแต่ละวัน การดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด รวมไปถึงการบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลต่าง ๆ ที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์กว่าการลุ้นวิเคราะห์บอลแล้วเล่นพนัน เรามาดูตัวอย่างกันว่ามีมูลนิธิหรือสถานสงเคราะห์ใดบ้างที่น่าบริจาค

บ้านเฟื่องฟ้า – ที่นี่เป็นสถานดูแลเด็กที่พิการทางสมอง เป็นองค์กรของรัฐที่จัดตั้งมานานแล้ว เพื่อการดูแลเด็กที่พิการทางสมองตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเข้าสู่วัยอนุบาล ประมาณ 7 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่ที่รักเด็กและผ่านการอบรมมาแล้ว เงินบริจาคที่บ้านเฟื่องฟ้าได้รับ จะนำไปซื้อยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เสื้อผ้า ของใช้เด็ก รวมถึงขนมสำหรับเด็กด้วย

มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ – หลวงพ่ออลงกตเป็นประธานของมูลนิธิธรรมรักษ์ หรือที่คนรู้จักว่ามูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเงินผู้มีจิตศรัทธาไปช่วยเหลือคนเป็นโรคเอดส์ที่ถูกทอดทิ้งจากครอบครัวไร้คนดูแล และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง โดยการนำเงินไปใช้จะมีการจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ ผู้บริจาคจึงมั่นใจได้ว่าทุกบาทที่โอนไปจะถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์แน่นอน

มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี – มูลนิธินี้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนสำหรับค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยอนาถา ผู้ป่วยไร้ญาติที่ไม่มีกำลังทรัพย์ แต่กำลังเผชิญกับโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง โรคไต ฯลฯ มูลนิธินี้จึงเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้จำนวนมากมาย เชื่อมั่นได้ว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ทางโรงพยาบาลได้รับ จะส่งต่อการรักษาที่ดีที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของบุคคลเหล่านี้

มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์พิการ – นอกจากการทำบุญกับคนแล้ว เรายังสามารถสงเคราะห์สัตว์ เช่น สุนัขหรือแมวที่ถูกอุบัติเหตุรถชนหรือถูกทำร้ายให้พิการ โดยที่เราไม่ต้องรับเป็นภาระในการเลี้ยงดูสัตว์เหล่านี้ด้วยตัวเอง การบริจาคให้ทางมูลนิธิฯ จะถูกนำไปเป็นค่ารักษาพยาบาล เช่น การผ่าตัดต่าง ๆ ค่าอาหาร ค่ายา เพื่อให้สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไม่ทุกข์ทรมาน

มูลนิธิกระจกเงา – เป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคมมานานหลายสิบปี ที่คนทั่วไปรู้จักคือ การตามหาครอบครัวให้กับบุคคลเร่ร่อน และตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัว / คนที่สูญหายไปจากครอบครัว เพื่อให้ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีก ทั้งยังช่วยหาอาชีพให้กับบุคคลเหล่านี้ เพื่อการเลี้ยงดูตัวเองได้ในระยะยาวด้วย โดยกระจายความช่วยเหลือผ่านเครือข่ายทั่วไทย

องค์กรหรือมูลนิธิสงเคราะห์คนและสัตว์ในประเทศไทยมีจำนวนมาก เราสามารถเลือกทำเป็นประจำหรือครั้งคราวให้กับองค์กรใดก็ได้ หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็สามารถสอบถามรายละเอียดกับแต่ละมูลนิธิ อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์สูงสุดก็คือเพื่อการสงเคราะห์ผู้อื่นให้มีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

5 ประโยชน์ของการมาสก์หน้า ผิวสวยสุขภาพดีง่ายกว่าที่คิด

การมาสก์หน้าเป็นวิธีง่ายที่สุดในการบำรุงผิวพรรณเร่งด่วนภายในไม่กี่นาที ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื้น ริ้วรอยความหมองและร่องลึกดูตื้นขึ้น การมาสก์หน้ามีหลายรูปแบบตอบโจทย์สภาพผิวและอายุที่แตกต่างกันของแต่ละคน มีอุปกรณ์มาสก์หน้าหลากหลายทั้งวัตถุดิบธรรมและแผ่นมาสก์สำเร็จรูป ซึ่งปกติแล้วใช้เวลาระหว่าง 15-20 นาที แล้วล้างออก บางชนิดมาสก์หน้าแล้วไปนอนได้เลย มาดูประโยชน์ของการบำรุงผิวหน้าด้วยวิธีนี้กัน

1.เพิ่มความชุ่มชื้น ผิวอิ่มน้ำมีสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าเติมความชุ่มชื้นเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้า บำรุงผิวแห้งให้อ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เวลาเปลือยหน้าสดผิวดูอิ่มเอิบและอ่อนกว่าวัย ผิวฉ่ำชุ่มชื้น ช่วยให้แต่งหน้าง่ายไม่ต้องโบกเครื่องสำอางมาก ได้ลุคสวยใสดูสุขภาพดี ก่อนขั้นตอนการมาสก์ควรทำความสะอาดใบหน้าล้างสิ่งสกปรก ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ซับผิวให้แห้งเบา ๆ กระตุ้นให้เซลล์ผิวซึมซับวิตามินและสารบำรุงผิวอย่างเต็มที่

2.รูขุมขนกระชับขึ้น การมาสก์หน้าเป็นประจำช่วยจัดการปัญหาของผิว ไม่ว่าจะเป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ควบคุมความมัน ทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึก ล้างสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้างในรูขุมขนที่เป็นสาเหตุของสิวอุดตัน ผิวหน้าสะอาดและรูขุมขนกระชับขึ้น ก่อนทำการมาสก์หน้าใช้โทนเนอร์เช็ดและตบเบา ๆ ช่วยปรับสมดุลของผิวและเปิดรูขุมขนให้กว้างเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวได้รับสารบำรุงจากแผ่นมาสก์หน้าอย่างเต็มที่

3.ลดเลือนริ้วรอยและร่องลึก การใช้เป็นประจำสามารถลดสัญญาณแห่งวัยได้ เช่น ริ้วรอย ร่องลึก และจุดสีน้ำตาลเป็นต้น นอกจากนี้ คุณยังจะได้เพลิดเพลินไปกับผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและเรียบเนียนยิ่งขึ้น หลังใช้แผ่นมาสก์หน้า ผิวได้รับการฟื้นบำรุงอย่างล้ำลึก ช่วยลดเลือนริ้วรอยและร่องลึก ปรับผิวอย่างอ่อนโยน ผิวชุ่มชื้นดูอ่อนเยาว์ขึ้น

4.สีผิวสม่ำเสมอ การมาสก์หน้าช่วยฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำร้ายจากรังสียูวี ผิวหน้าชุ่มชื้นและยับยั้งการสร้างเมลานินเม็ดสีผิว ช่วยแก้ปัญหาผิวคล้ำเสียสะสมและสีผิวไม่สม่ำเสมอ ปรับสีผิวดูกระจ่างใส จุดด่างดำกวนใจดูจางลงเมื่อใช้เป็นประจำ

5.บำรุงโครงสร้างผิวหน้าให้แข็งแรงมีสุขภาพดี มาสก์หน้าช่วยฟื้นคืนคอลลาเจนในชั้นผิวและต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ผิวกระชับตึงชะลอการเกิดริ้วรอย ยกกระชับผิวให้ดูเต่งตึงเนียนเรียบยิ่งขึ้น และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเปล่งปลั่งและอ่อนกว่าวัย

การมาสก์หน้าเป็นเรื่องสะดวกง่ายดายและให้ประโยชน์มากมาย เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่คนรักผิวพลาดไม่ได้เพื่อกู้ผิวหน้าที่หย่อนคล้อยขาดความยืดหยุ่น ขาดความชุ่มชื้นและหมองคล้ำด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ให้กลับมาอิ่มฟูดูกระชับและอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ใครไม่ชอบรอนานสามารถเลือกแผ่นมาสก์หน้าเข้มข้นแบบฟื้นฟูผิวเร่งด่วนใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น ผิวนุ่มเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำให้ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ตามสภาพผิว

5 วิธี ทำความดีได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องรอใครมาเห็น

การทำความดีคุณสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเห็นก็มีความสุขได้ เพราะทุกช่วงชีวิตของคุณทำดีได้อยู่เสมอ และถ้าคุณทำดีได้จนเหมือนเป็นกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน จะยิ่งทำให้สังคมนี้น่าอยู่มากขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำ 5 วิธีที่จะทำให้คุณสามารถทำดีได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องรอให้ใครมาเห็น ดังนี้

1.บริจาคของไม่ใช้แล้ว
การทำความดีแรกเป็นวิธีแบบง่าย ๆ คือ การบริจาคสิ่งของที่คุณไม่ได้ใช้แล้วให้กับผู้ยากไร้หรือผู้ที่ด้อยโอกาส เพียงแค่คุณเลือกเสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า หรือของไม่ใช้แล้วที่ยังคงมีสภาพดีอยู่ เป็นสภาพที่สามารถใช้งานได้จริงและจะไม่เสียหายเร็วจนเกินไปเพื่อบริจาคต่อ เท่านี้ก็ถือว่าคุณได้ทำดีไปแล้วขั้นแรก

2.บริจาคอาหารหรือของใช้
การบริจาคอาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เครื่องปรุงต่าง ๆ ไข่ และบริจาคของใช้จำเป็นสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัย, ผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในการใช้ชีวิตอย่างหนัก จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการทำดีที่คุณจะสามารถสร้างความสุขให้ได้ทั้งตัวคุณเองและผู้อื่น

3.บริจาคร่างกาย
การบริจาคร่างกายหลังเสียชีวิตแล้ว จะช่วยต่อชีวิตให้กับใครได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา, ไต และอีกหลากหลายส่วนของร่างกาย ที่จะช่วยทำให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความหวังมากยิ่งขึ้น

4.ช่วยเหลือผู้อื่น
การช่วยเหลือผู้อื่น คุณสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย เช่น การช่วยพาเด็กหรือผู้สูงอายุเดินข้ามถนน, การช่วยคนเข็นรถ, การช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ จากอันตราย หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่การเก็บของให้คนอื่นที่ทำหล่นไว้ ก็ถือว่าเป็นความดีที่ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น

5.เป็นพลังบวกให้ผู้อื่น
การเป็นพลังบวกที่ดีให้กับผู้อื่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งการทำความดีด้วยเช่นกัน เพราะถ้าคุณเป็นคนที่คิดดี ทำดี และพูดดีอยู่เสมอ คุณย่อมทำให้คนรอบข้างมีความสุข อยู่ด้วยแล้วเป็นพลังบวกที่ทำให้คนอื่น ๆ คิดดีและทำดีไปด้วย จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องทำดีที่เริ่มต้นได้จากตัวคุณ

สำหรับการทำความดีในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อคนในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยโลกที่เปลี่ยนไป การทำดีในทุก ๆ วันของใครหลายคนจึงจางหายไปตามกาลเวลาและโลกที่ต้องเร่งรีบ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต จึงทำให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจให้กันน้อยลง ดังนั้นถ้าคุณเริ่มทำดีตั้งแต่วันนี้และทำไปทุกวันจนเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณ เชื่อว่าคุณจะเป็นหนึ่งในพลังบวกที่ส่งผลให้คนอื่น ๆ รู้สึกอยากทำความดีตามอย่างแน่นอน

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมดี ๆ ที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้น

เคยได้ยินหรือไม่ว่าหากเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ หรือความคิดดี ๆ แล้ว ตลอดทั้งวันจะเป็นวันที่ดีและมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นกิจกรรมยามเช้าจึงส่งผลอย่างยิ่งในการทำให้วันนั้น ๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวดีต่อใจ หลายคนจึงให้ความสำคัญกับช่วงเวลายามเช้าเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นลองมาดูกันว่าจะมีกิจกรรมยามเช้าอะไรบ้างที่มักทำให้คุณเจอเรื่องราวดี ๆ ตลอดทั้งวัน

  • จัดที่นอนให้เป็นระเบียบ
    เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าการจัดที่นอนถือเป็นการเริ่มต้นวันที่มีความหมาย แม้หลายคนจะมองว่าการเก็บที่นอนเป็นเรื่องง่ายที่ดูจะไม่มีสาระอะไรมากนัก แต่การเก็บที่นอนให้เป็นระเบียบถือเป็นการทำงานแรกของวันให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นับเป็นการเริ่มต้นวันดี ๆ ที่มีความหมาย
  • เติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรด
    นอกจากการดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีหลังตื่นนอนแล้ว อย่าลืมเริ่มต้นวันด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรด ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา โกโก้ หรือน้ำผักและผลไม้ เพราะเครื่องดื่มดี ๆ จะช่วยทำให้เช้าวันใหม่สดใสยิ่งขึ้น กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และมอบพลังยามเช้าได้เป็นอย่างดี
  • เขียนสิ่งที่ต้องทำแต่ละวัน
    เริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบมีแผนการ ​ แนะนำให้ใช้เวลา 5 นาที เพื่อจดรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน อย่าลืมเรียงลำดับจากสิ่งสำคัญมากไปยังสิ่งที่มีความสำคัญน้อย การจดรายการสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้บริหารจัดการเวลาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่พลาดทำสิ่งสำคัญ
  • นั่งสมาธิ
    เพราะการทำสมาธิจะทำให้เกิดการตระหนักรู้และทำให้มีสติมากขึ้น การนั่งสมาธิช่วงเช้าจึงถือเป็นการเริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยสติและปัญญา อีกทั้งการทำสมาธิจะทำให้มีสติในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และพร้อมลุยกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเจอ
  • พูดให้กำลังใจตัวเอง
    เชื่อหรือไม่ว่ากำลังใจจากตนเองเป็นกำลังใจสำคัญที่สุด เพราะสามารถสร้างได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น โดยควรพูดแต่สิ่งดี ๆ และสิ่งที่เพิ่มแรงบันดาลใจ เพื่อให้มีพลังใจจัดการได้ทุกสถานการณ์
  • ยืนเส้นยืดสาย
    หลังจากตื่นเช้าควรแบ่งเวลาเล็กน้อยสัก 5-10 นาที ในการยืดเส้นยืดสาย ประโยชน์คือช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายหลังจากนอนท่าเดิมนาน ๆ ตลอดคืน หรือหากเป็นไปได้แนะนำให้ออกกำลังกายเบา ๆ สัก 20-30 นาที นอกจากเพิ่มความกระฉับกระเฉงแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย

เมื่อเริ่มต้นด้วยสิ่งดี ๆ ทุกเช้าแล้ว เชื่อว่าเรื่องราวดี ๆ จะตามมาตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองบ่อย ๆ คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี รับรองว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสุขในทุกวันอย่างแน่นอน

เคล็ดลับดูแลสุขภาพในยุคโควิด-19 ระบาดหนัก

ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 คนเราเห็นว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา แม้จะทำงานหาเงินมาเก็บไว้มากมาย แต่ถ้าใครลองได้ล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว เงินมากเท่าไรก็ไม่มีความหมาย ถึงเวลาพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่สร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานอาหารสดใหม่และมีประโยชน์ วางแผนออกกำลังกายมากขึ้น นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าลืมข้อสำคัญที่สุดคือป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 โดยเรามีเคล็ดลับมาแนะนำดังต่อไปนี้

1.กินอาหารมีประโยชน์
ร่างกายแข็งแรงเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ทุกเมนูควรมีสารอาหารครบหมู่ รับประทานผักมากขึ้น ผักผลไม้อุดมด้วยแร่ธาตุวิตามิน และกรดอะมิโน ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด คืนพลังความสดชื่น ลองกินอาหารจากพืชและงดเนื้อสัตว์อย่างน้อยสองมื้อต่อสัปดาห์ แนะนำว่าควรเน้นโปรตีนในมื้อเช้า กินแล้วหนักท้อง ช่วยควบคุมความอยากอาหารตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงเนื้อแดง หันมารับประทานปลา ผลไม้ ผัก และพืชตระกูลถั่วล้วนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและสุขภาพโดยรวม ควรลดการบริโภคน้ำตาลโดยเฉพาะน้ำเชื่อมที่มีฟรุกโตสสูง เพราะการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในตับ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ
ทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงพร้อมต่อสู้โรคภัย ช่วยคลายความเครียดและลดอาการซึมเศร้า ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เราควรเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ หากเล่นกีฬาไม่สะดวก ลองพิจารณาวิธีออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  • แอโรบิก อย่างน้อยวันละ 20 นาที
  • เดินอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน
  • ยกน้ำหนักระหว่างดูทีวี 30 นาที
  • กระโดดเชือกเป็นเวลา 15 นาที หลังตื่นและเวลาเย็น

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ แค่วิดพื้น ลุกนั่งอย่างรวดเร็ว เล่นโยคะ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งหลังขดหลังแข็งที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ๆ ควรลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน 2-3 ต่อชั่วโมง เดินยืดเส้นยืดสายไปรอบ ๆ ส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกสันหลังในระยะยาว

3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนเครียด วิตกกังวลและนอนไม่ค่อยหลับ จำเป็นต้องปรับเวลาการนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในช่วงเย็น หลีกเลี่ยงการงีบหลับระหว่างวัน

สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ยังคงต้องป้องกันตัวเอง การ์ดอย่าตก ทุกคนยังจำเป็นต้องระมัดระวังตัวจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร หลีกเลี่ยงฝูงชนและการชุมนุมจำนวนมาก และอยู่บ้านเมื่อรู้สึกไม่สบาย โดยเด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ และหญิงตั้งครรภ์ควรป้องกันตนเองในช่วงที่มีการแพร่ระบาดจากไข้หวัดและเชื้อโรคร้ายแรงต่าง ๆ

3 วิธีการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน แบบเห็นผลได้จริง

เคยไหมที่พยายามที่จะเก็บเงินให้ได้ในแต่ละเดือนแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ด้วยปัจจัยภายนอกหลาย ๆ อย่างทั้งรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ค่ากิน เป็นต้น หลาย ๆ ครั้งเราก็จะเข้าใจว่าเป็นเพราะว่าเรามีรายจ่ายเยอะจึงไม่เหลือเงินเก็บ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แล้วเราสามารถออมเงินได้ทุก ๆ วัน ไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือน สำหรับคนที่ต้องการออมเงินให้ได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ต้องใช้วิธีการออมเงินดังต่อไปนี้

1.วิธีการแรกคือ การออมเงินด้วยเหรียญ จะเป็นเหรียญมูลค่าใดก็ตามที่เราเหลือติดกระเป๋าในแต่ละวันนั้น ให้นำมาหยอดใส่กระปุกออมสิน ทำเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน นำมาหยอดจนเต็มกระปุกออมสิน เมื่อเต็มแล้วให้เรานำเงินก้อนนี้ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารแบบฝากประจำ สาเหตุที่ต้องนำเข้าบัญชีแบบฝากประจำก็คือ เราจะได้ไม่เผลอนำเงินจำนวนนั้นมาใช้ และเราจะได้สะสมออมเพิ่มเติมไปได้เรื่อย ๆ ด้วย ต้องบอกเลยว่าวิธีนี้แม้ว่าจะเป็นการออมที่ไม่ได้มากในแต่ะครั้ง แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็สะสมได้เป็นหลักพันหลักหมื่นบาทได้ทีเดียว

2.มาต่อกันที่วิธีการที่สอง สำหรับคนชอบลุ้น การออมแบบนี้จะให้ความตื่นเต้นกับผู้ออม ซึ่งก็คือการออมด้วยสลากดิจิทัล เป็นการออมที่เราสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน สำหรับมนุษย์เงินเดือน หลังจากที่เงินเดือนออก ให้คำนวณหักรายจ่ายที่จำเป็นทั้งหมดแล้วจึงนำเงินส่วนที่เหลือส่วนหนึ่งไปออมสลากดิจิทัล อาจจะเป็นหลักร้อยหรือหลักพันบาทในแต่ละเดือนตามกำลังที่มี วิธีนี้ก็จะมีระยะเวลากำหนด ช่วยไม่ให้มีการถอนเงินออกมาใช้ได้ง่าย ๆ ถือเป็นวิธีการออมที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง

3.วิธีการที่สามคือการออมเงินด้วยการตั้งบัญชีให้ตัดเงินเข้าบัญชีฝากประจำแบบอัตโนมัติ โดยเราสามารถตั้งไว้ในเรทเงินที่เรายังเหลือสภาพคล่อง เช่น หัก 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท วิธีการนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ควบคุมรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยไม่ค่อยได้ เมื่อเห็นเงินบัญชีก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายในการเก็บเงิน ทำให้ไม่เหลือเงินเก็บในแต่ละเดือน วิธีการตัดเงินเข้าบัญชีฝากประจำตั้งแต่ต้นเดือนจะทำให้สามารถเก็บออมเงินได้ตามเป้าหมาย

ทั้ง 3 วิธีข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการออมเงินอีกหลายวิธี ที่เห็นผลได้จริง แต่มีเคล็ดลับประกอบเล็กน้อยในการออมเงินคือ ต้องมีวินัยในการออมเงิน ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตั้งเป้าหมายการออมเงินให้ชัดเจน ไม่ล้มเลิกกลางคัน เพียงเท่านี้มนุษย์เงินเดือนก็จะมีเงินเก็บออมได้อย่างใจต้องการ

เตือนภัย พฤติกรรมตั้งนาฬิกาปลุกติด ๆ กันทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอยู่ในวัยเรียนและวัยทำงานมักจะชอบตั้งนาฬิกาปลุกตอนเช้ากันแทบทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเรียนหรือไปทำงานสาย แต่หลายคนไม่ได้ตั้งเวลาปลุกเพียงแค่ครั้งเดียว แต่มักตั้งปลุกถี่ ๆ หลายรอบห่างกันครั้งละ 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง เพื่อให้ไม่เผลอตื่นขึ้นมากดปิดแล้วนอนต่อจนตื่นสายนั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า “Snooze” อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม Snooze นี้ ส่งผลเสียต่อร้ายต่อร่างกายและระบบการทำงานของสมองได้มากกว่าที่หลายคนคิด ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาเตือนภัย พฤติกรรมตั้งนาฬิกาปลุกติด ๆ กัน ว่าสามารถทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

Snooze ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?

ปกติแล้ว ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายล้วนมีเวลาทำงานและพักผ่อนในตัวของมันเอง ซึ่งตัวที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “สวิตช์” เปิด-ปิดการทำงานนี้ก็คือ “ฮอร์โมน” ต่าง ๆ ที่ร่างกายผลิตออกมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ในตอนกลางคืน ร่ายกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า “เมลาโทนิน” (Melatonin) เพื่อช่วยในการนอนหลับ ซึ่งก่อนที่เราจะตื่นมาในเช้าวันใหม่ราว 1 ชั่วโมง ร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัวด้วยการลดฮอร์โมน เมลาโทนิน และเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน “คอร์ติซอล” (Cortisol) ที่เป็นเหมือนตัวกระตุ้นการทำงานของทุกส่วนในร่ายกายให้เตรียมพร้อมที่จะตื่นมาทำงานอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเกิดความผิดปกติ ร่างกายของเราก็จะทำงานตามเวลาอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ทว่าพฤติกรรมการตั้งนาฬิกาปลุกถี่ ๆ ในตอนเช้า ที่เรียกว่า Snooze จะทำลายวงจรการทำงานของร่ายกายที่ว่านี้ เนื่องจากการที่เราตื่นขึ้นแล้วกลับไปนอนต่อแล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกซ้ำ ๆ หลายครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ จะทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จนการหลั่งฮอร์โมนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จนบางครั้งร่างกายของเราอาจไม่ได้รับฮอร์โมน คอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุทีทำให้หลายคนเมื่อตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ขาดความกระปรี้กระเปร่า ไม่มีสมาธิจดจ่อ บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียระหว่างวันได้ง่ายกว่าปกติ

เพราะฉะนั้น หากเราต้องการมีสุขภาพที่ดีและมีการนอนที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น เราก็ควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ขอเพียงแค่เราปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายคุ้นชินกับเวลานอนและตื่นนอนแล้ว เราก็แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุกในตอนเช้าอีกต่อไป เพราะร่างกายจะตื่นเองโดยธรรมชาติ แถมยังรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอีกด้วย ต่อให้การดูบอลเมื่อคืนอาจเลยเวลาเข้านอนปรกติของเรา แต่หากร่างกายคุ้นชินกับเวลาตื่นนอนแล้วก็จะไม่มีปัญหากับร่างกายแน่นอน

แหล่งสะสมแบคทีเรียภายในบ้านที่หลายคนมองข้าม

ในช่วงที่เชื้อโรคร้ายกำลังแพร่ระบาดอย่างในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจกับการรักษาความสะอาดภายในบ้านกันมากขึ้น ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวม 5 แหล่งสะสมแบคทีเรียภายในบ้านที่หลายคนมองข้ามมาฝากกัน

ลูกบิดประตู

ถือเป็นจุดเล็ก ๆ อันดับต้น ๆ ที่หลายคนมองข้ามเวลาทำความสะอาดบ้าน เนื่องจากเป็นของที่หลายคนใช้ร่วมกัน ผ่านหลายมือในแต่ละวัน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียชั้นดี แถมเชื้อบางชนิดยังมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์ ซึ่งนานพอที่จะแพร่กระจายจนทำให้คนในบ้านล้มป่วยได้ ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ราวจับบันได

คล้ายกับลูกบิดประตู ซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทุกคนในบ้านใช้งานร่วมกัน จึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี ดังนั้น จึงควรทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ หรือหากเราเผลอไปจับราวจับบันไดที่นอกบ้าน เช่น ในห้างฯ หรือบ้านเพื่อน ก็ควรล้างมือด้วยเช่นกัน

ปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส

แน่นอนว่าบ้านไหนที่ประกอบอาหารกินเองบ่อย ๆ สิ่งสกปรกทั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย และยีสต์ต่าง ๆ จากอาหารมักจะไปสะสมอยู่บนสิ่งที่เราสัมผัสระหว่างทำอาหาร หนึ่งในนั้นก็คือ ปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส นั่นเอง โดยจากการวิจัยพบว่า บริเวณปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส มีโอกาสพบเชื้อราและยีสต์ต่าง ๆ สะสมถึง 27% รวมถึง แบคทีเรียโคลิฟอร์ม 14% ดังนั้น หลังประกอบอาหารทุกครั้งจึงควรล้างทำความสะอาดบริเวณเตาแก๊สและปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊สด้วยนั่นเอง

ก๊อกน้ำ

ถือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมากที่สุดแหล่งหนึ่งในบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะก๊อกน้ำมักจะมีสภาพชื้นแฉะอยู่เสมอ เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและแบคทีเรีย โดยจากการวิจัยพบว่า ก๊อกน้ำ มีโอกาสที่จะพบเชื้อแบคทีเรียสแตฟ ถึง 27% และ แบคทีเรียโคลิฟอร์ม 9% หากต้องการให้น้ำล้างอาหารสด ลูกชิ้นปลา เนื้อสด ผักต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรล้างผ่านเครื่องกรองน้ำอีกทีหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ควรทำอาหารเหล่านั้นไปปรุงสุกก่อนรับประทาน การทานผักสดที่ล้างน้ำจากก๊อกก็เป็นไปได้ว่าจะยังมีคราบสกปรกเหลือติดที่ผิดอยู่เยอะพอสมควร

แปรงสีฟันและแก้วใส่แฟรงสีฟัน

หลายคนมักจะใช้แก้วน้ำหรือภาชนะคล้าย ๆ แก้วสำหรับวางแปรงสีฟันในห้องน้ำ ด้วยสภาพชื้นแฉะ และความอับของห้องน้ำ ทำให้ทั้งแก้วและแปรงสีฟันมักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียหลายชนิด ทั้ง เชื้อราและยีสต์, แบคทีเรียโคลิฟอร์ม, แบคทีเรียสแตฟ, แบคทีเรียอีโคไล ฯลฯ ดังนั้น อย่าลืมเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน และหมั่นทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น หากเป็นไปได้ก็อย่าเก็บแปรงสีฟันไว้ในที่อับชื้นจะดีกว่า

หลายคนมักให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดตามจุดใหญ่ ๆ ภายในบ้าน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ง่าย โดยมองข้ามจุดเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียชั้นดีเหมือนกัน รู้อย่างนี้แล้วมาเริ่มทำความสะอาดจุดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมากันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณและครอบครัวห่างไกลจากเชื้อโรค

แนะ 3 เทคนิค สร้างรายได้จากเรื่องใกล้ตัว

นับตั้งแต่มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบกันอย่างทั่วหน้า ผู้ประกอบการบางแห่งต้องปิดกิจการชั่วคราวเพราะต้องล็อกดาวน์ ลูกจ้างตกงานบ้าง โดนลดเงินเดือนบ้าง ทำให้รายได้ที่เคยมีเพื่อเลี้ยงชีพหายไป มีหลายคนที่ชีวิตสูญสิ้นทุกอย่าง เพราะไม่ได้มีการเตรียมตัวและไม่เคยวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นแบบนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่เจอกับวิกฤตและได้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนจากคนหมดหนทางทำมาหากิน มาสร้างรายได้จากอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ลองมาดูกันว่า เราสามารถสร้างรายได้จากสิ่งใกล้ตัวได้อย่างไรกันบ้าง

1.สร้างเงินจากสิ่งที่เราชื่นชอบ
นาทีนี้หากจะให้ไปเรียนรู้เพื่อหาเทคนิคหรือวิชาความรู้อย่างการเข้าคอร์สเรียน ในรูปแบบเดิม ๆ ยังจะไม่ทันเวลาและสถานการณ์แล้ว เพราะในช่วงที่รายได้หดหายไป รายจ่ายและภาระต่าง ๆ เรายังคงเดิม การที่จะหารายได้จากสิ่งที่เราไม่ถนัดก็เป็นสิ่งที่เสียเวลา และอาจจะต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโตซึ่งเป็นความเสี่ยงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่จะมาช่วยสร้างรายได้ให้เรา ควรจะเริ่มจากสิ่งที่เราชอบก่อน เพราะความชอบจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำทุกอย่างได้จนสำเร็จ เช่น ชอบวาดรูปก็รับออเดอร์วาดรูปลงขายตามหน้าเพจ หรือชอบทำอาหารก็ทำอาหารกล่องส่งขาย ชอบทำความสะอาดก็รับทำความสะอาดบ้านเป็นจ๊อบ ๆ หรือแม้แต่ชอบอยู่กับสัตว์เลี้ยงก็รับดูแลเลี้ยงสัตว์เวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน เป็นต้น

2.ทำเงินจากความสามารถที่เรามี
ณ จุดนี้สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ การสำรวจตัวเองว่าเรามีความสามารถอะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้เข้ามาได้บ้าง เช่น เป็นคนชอบร้องเพลง เล่นดนตรี ก็อัดคลิปลงช่องยูทูปหรือหน้าเพจเพื่อให้มียอดวิวและรับส่วนแบ่งจากค่าโฆษณากลับมา หรือการชอบเขียนไดอารี่ ก็สามารถรับงานพิเศษ เช่น เขียนบทความหรือทำบทความลงเว็บไซต์หรือรับงานเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ก็ได้อีกเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตัวเราเองจะเป็นคนที่รู้ดีว่าเราเก่งในเรื่องไหน ลองสำรวจตัวเองและเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาเพื่อให้คนอื่นรู้ แล้วการรับรู้เหล่านั้นจะสร้างช่องทางในการหารายได้ให้กับเราเอง

3.สร้างเงินได้จากความสามารถพิเศษที่คนอื่นไม่มี
ความสามารถพิเศษในที่นี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องไหนโดยเฉพาะ บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่คนที่เขาทำอย่างเราไม่ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่พิเศษขึ้นมาก็เป็นได้ เช่น การถ่ายภาพ การตัดต่อคลิป VDO การออกแบบเสื้อผ้า การทำงาน DIY การตัดเย็บเสื้อผ้า การทำโฟโต้ช้อป ความสามารถในการใช้ภาษาที่ 2-3 ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นช่องทางทำมาหาเงินให้เราได้ทั้งนั้น อยู่ที่เราจะมองหาโอกาสหรือไม่ และหลายต่อหลายครั้งที่คนสร้างตัวขึ้นมาได้ ก็มาจากเรื่องที่ตัวเขาเองคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากการสร้างรายได้จากสิ่งที่ถนัด เป็นความสามารถพิเศษ และความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่เราสามารถสร้างรายได้จากเรื่องใกล้ตัวอีก เช่น ความสามารถแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ อาทิ ขายอาหารตอนเช้าให้คนทำงานออฟฟิศ รับรีดผ้า รับวิ่งงานส่งเอกสาร เป็นต้น ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นตัวเงินกลับมาสู่กระเป๋าเราได้ ขอแค่เพียงเรามองหาโอกาสนั้น มีคำเปรียบเปรยว่ามีเงินลอยอยู่กลางอากาศเสมอ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นช่องทางในการเก็บเงินเหล่านั้นมาสู่กระเป๋าตัวเอง หมายถึงมีโอกาสอยู่ทุกที่ ขอเพียงลงมือทำเท่านั้น ก็จะสามารถหาเงินได้แน่นอน