AuthorNicholas Edwards

สิ่งที่ต้องทำก่อนมอบสัตว์เลี้ยงเป็นของขวัญ

สุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนนิยมมากที่สุด การมอบสุนัขและแมวเป็นของขวัญให้เพื่อน คนรัก หรือสมาชิกครอบครัวไม่ใช่เรื่องแปลก ณ นาทีนั้น ทั้งคนให้และคนรับต่างมีความสุข ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร หลายกรณีเกิดปัญหาในภายหลัง หากคน ๆ นั้นไม่พร้อมที่จะดูแลรับผิดชอบระยะยาว บางกรณีเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงก็เข้ากันไม่ได้ กลายเป็นปัญหาและสร้างภาระให้อย่างคาดไม่ถึง วันนี้เรามีข้อแนะนำดังนี้

สิ่งที่ควรทำก่อนมอบสัตว์เลี้ยงเป็นของขวัญ

1.เลือกสัตว์เลี้ยงที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ประเมินความรักชอบของผู้รับว่ายินดีเลี้ยงสุนัข แมว หรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ มอบเฉพาะสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของต้องการเสมอ แนะนำว่าเด็กและผู้สูงวัยไม่เหมาะกับสุนัขที่ร่าเริงซุกซนเพราะต้องออกกำลังกายมาก เช่นเดียวกับแมวขี้ประจบที่อาจพันแข้งพันขาให้สะดุดล้มได้บ่อย

2.สายพันธุ์สุนัขแตกต่างกันมาก ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ล้วนมีกิจกรรมและนิสัยแตกต่างกันไป ถ้าไม่แน่ใจอย่าทำเซอร์ไพรส์ สอบถามความสมัครใจเลยดีกว่า สายพันธุ์ของแมวมีขนาดและนิสัยไม่ต่างกันมากเท่าสุนัข แต่สัตว์ทุกตัวมีบุคลิกและหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ อาจจะพากันไปเลือกด้วยตัวเองให้ได้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดที่ถูกใจมากที่สุด

3.สัตว์เลี้ยงตัวใหม่อาจเป็นของขวัญที่ดีสำหรับคนรักหรือพ่อแม่วัยเกษียณ เพื่อเลี้ยงดูเป็นเพื่อนยามเหงา เนื่องจากการเลี้ยงสัตว์มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องนานหลายปี เรื่องนี้ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อเลือกสิ่งดีที่สุดให้กับคนรัก เช่น อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง อาหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการให้วัคซีน ทำระบบไมโครชิป ตลอดจนตรวจรักษากับสัตวแพทย์ ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ผู้รับรู้สึกเหมือนเป็นภาระและไม่พร้อมต้อนรับดูแลสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ การไปจับจ่ายเลือกของใช้และซื้ออาหารและขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงมาให้กันบ่อย ๆ ยังทำให้ได้ใช้เวลาด้วยกัน ทำให้ของขวัญมีชีวิตนั้น มีความพิเศษยิ่งขึ้น

4.สัตว์เลี้ยงที่ได้รับการอบรมและฝึกนิสัยแล้ว ดูแลง่ายกว่า แต่เจ้าของส่วนใหญ่ชอบเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก ๆ น่ารัก สร้างความผูกพันกันทั้งสัตว์เลี้ยงและทั้งสองฝ่ายที่ช่วยกันเลี้ยงดูให้โตเต็มที่ การเผชิญหน้าโดยตรงเป็นวิธีดีที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ปล่อยให้ลองเลี้ยงเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการจับคู่เจ้าของและสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกัน

5.ปรึกษาทุกคนในบ้าน ไม่เฉพาะผู้รับเท่านั้นที่สำคัญ แต่คนในบ้านต้องร่วมรับผิดชอบเจ้าตัวน้อยด้วย ความคิดเห็นเพียงคนเดียวจึงไม่เพียงพอ การเลี้ยงสัตว์นั้นยุ่งยาก ไม่เฉพาะค่าใช้จ่าย สถานที่และเวลาที่ต้องให้กับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังต้องระมัดระวังเรื่องอาการแพ้ขนสัตว์ หรือทำให้คนในครอบครัวรำคาญหรือไม่ ควรคำนึงถึงผลกระทบรอบด้านก่อนที่จะนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในบ้าน

ความจริงแล้วการเลี้ยงสัตว์เป็นความรับผิดชอบสูงมาก เพราะว่าต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันไปนานนับสิบปี สัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่ของกำนัลที่จะมอบให้กันง่าย ๆ เว้นแต่ผู้ให้จะยินดีร่วมรับผิดชอบต่อชีวิตนั้นด้วย ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด

สิ่งที่ต้องทำก่อนมอบสัตว์เลี้ยงเป็นของขวัญ

ไม่อยากเป็นโรคอ้วน ต้องกินอะไร

โรคอ้วนถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพทั้งของคนไทยและคนทั่วโลกที่องค์การอนามัยโลก WHO ได้ออกคำเตือนให้กระทรวงสาธารณสุขทั่วโลก แนะนำประชาชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคอ้วนมากขึ้น

อาหารอะไรบ้าง ที่ไม่มีปัญหาโรคอ้วน

1. ข้าวกล้องและขนมปังธัญพืช

การรับประทานข้าวกล้อง จะทำให้ได้ส่วนของเส้นใยไฟเบอร์มากกว่าการกินข้าวขาว ซึ่งส่วนของเส้นใยนี้สำคัญต่อการทำให้อิ่มท้องเร็วขึ้น และช่วยให้การดูดซึมไขมันส่วนเกินจากอาหารน้อยลง หากชอบรับประทานขนมปังแซนวิชเป็นมื้อเช้า ก็แนะนำให้ใช้ขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังสีขาวทั่วไป

2. ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแซลมอน หรือปลาทูน่า เป็นโปรตีนชนิดดีที่มีไขมันน้อย ทำให้ร่างกายลดจำนวนไขมันส่วนเกินเมื่อนำมาทำเมนูอาหารได้ ทั้งนี้แนะนำให้ใช้กรรมวิธีย่างแทนการทอด เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ฯลฯ หากเมนูอาหารของคุณทำจากเนื้อปลาแทนเนื้อแดง เช่น หมู วัว ได้มากขึ้น จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงและรูปร่างดีขึ้นได้

3. ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองนับเป็นโปรตีนจากพืชธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ผู้ที่มีปัญหาการแพ้นมวัว เช่น ท้องอืด ท้องเสีย จากการขาดเอนไซม์ย่อยโปรตีนในนมวัว ก็สามารถดื่มเป็นนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้แทนได้ ซึ่งจะทำให้ควบคุมปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับดีขึ้น นอกจากนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้เป็นประจำ ยังช่วยเสริมฮอร์โมนและแคลเซียมให้แก่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนให้ลดความเสี่ยงปัญหาโรคกระดูกพรุนได้ด้วย

4. ดื่มน้ำเปล่า

การดื่มน้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีต่ออวัยวะและเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะกระบวนการเผาผลาญต้องมีการใช้น้ำ หากร่างกายขาดน้ำจะเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้ นอกจากนี้ผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ เพื่อลดความอ้วน ก็ต้องพกน้ำเปล่าติดตัวด้วย เพื่อลดการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่และน้ำหวานต่าง ๆ ที่แม้จะทำให้สดชื่น แต่ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินจำเป็น

5. โยเกิร์ต

การรับประทานโยเกิร์ตก่อนนอนเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบขับถ่าย และยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมสารอาหารดี ๆ ในมื้ออาหารหลักของคุณ ทั้งนี้ควรเลือกสูตรไม่มีไขมันและน้ำตาลน้อยด้วย

จะเห็นได้ว่า การเลือกรับประทานอาหารที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ เพื่อให้ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวห่างไกลจากโรคอ้วน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทานอาหารที่ดีมากขึ้นต่อไป

อาหารอะไรบ้าง ที่ไม่มีปัญหาโรคอ้วน

วิธีป้องกันงูเข้าบ้านที่ทุกคนควรรู้

งูเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีอันตรายทั้งต่อคนและ สัตว์เลี้ยง การถูกกัดเพียงครั้งเดียวก็ถึงขั้นทำให้สูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะงูที่มีพิษทางระบบเลือดและระบบประสาท หากได้รับเซรุ่มไม่ทันตามเวลาก็จะทำให้เกิดการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวได้ เรามาดูกันว่า จะมีวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้งูเข้ามาอยู่ในบริเวณที่พักอาศัยของเราได้อย่างไรบ้าง

1. ควบคุมแหล่งอาหารของงู

งูจะชอบกินหนูและนกที่มาอาศัยในบ้านเรือน การดูแลเรื่องความสะอาด และตัดตกแต่งกิ่งไม้ที่นกจะมาทำรังเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้งูเข้ามาหาอาหารในบริเวณบ้านได้ ทั้งยังทำให้บ้านมีบรรยากาศน่าอยู่ขึ้นด้วย

2. จัดของเป็นระเบียบ

งูเป็นสัตว์ที่ชอบอำพรางตัว หากมีการจัดวางข้าวของอย่างเป็นระเบียบก็จะทำให้ไม่มีสถานที่ให้มันหลบซ่อนตัว จึงต้องหมั่นทำความสะอาดพื้นที่ส่วนต่าง ๆ เช่น ห้องเก็บของ โรงรถ บริเวณที่มีการคว่ำกระถางต้นไม้ กองผ้าและถุงปุ๋ย ฯลฯ ซึ่งพบว่าเป็นจุดเสี่ยงที่มีการเจองูมาก

3. ติดตาข่ายและมุ้งลวด

งูมักเลื้อยมาจากโพรงใต้ดินหรือท่อน้ำ โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำท่วม การติดตาข่ายและมุ้งลวด จะป้องกันไม่ให้งูโผล่เข้ามาอยู่ในพื้นที่บ้านได้ การลงทุนติดอุปกรณ์เหล่านี้ถือว่าคุ้มค่าต่อการลดภัยถึงชีวิต ทั้งนี้ควรเลือกแบบที่ตาถี่ ๆ จะทำให้ป้องกันทั้งงูขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึงสัตว์มีพิษอื่น ๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง ได้ด้วย

4. เลี้ยงสุนัขในบริเวณบ้าน

สุนัขสามารถดมกลิ่นได้ดีกว่าสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น หากเจอกลิ่นสัตว์แปลกปลอมจะเห่าเพื่อเตือนภัยและส่วนใหญ่จะสามารถไล่กัดงูได้ด้วย จึงนับว่าสุนัขเป็นเพื่อนช่วยให้เพลิดเพลินและยังช่วยในการเตือนภัยให้กับคุณได้เป็นอย่างดี

5. ทาหรือโรยสารที่มีกลิ่นแรง

งูเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบสารกลิ่นฉุน การใช้สารที่มีกลิ่นแรง แต่ไม่มีพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง เช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องรถ และผงกำมะถัน ทาไว้ในบริเวณที่มีความเสี่ยง เช่น เคยพบซากงูลอกคราบ หรือโรยไว้รอบรั้วบ้านทุกด้าน จะทำให้งูไม่เลื้อยมาใกล้ ๆ อย่างแน่นอน

การป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็น หากมีเหตุไม่คาดฝัน คือ งูเข้ามาอยู่ในรั้วบ้านของคุณแล้ว ไม่ควรประมาทที่จะไล่ตีหรือจับงูด้วยตัวเอง ควรรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจหรือหน่วยงานกู้ภัย ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์และเครื่องมือเตรียมพร้อมในการจับงู มาช่วย จะทำให้คุณและสมาชิกในบ้านทุกคนปลอดภัยมากที่สุด

วิธีป้องกันงูเข้าบ้านที่ทุกคนควรรู้

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

วิธีการที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นคนรวยได้ ต้องเริ่มมาจากการเปลี่ยนวิธีคิดให้เหมาะสม ตามแบบอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในการมีความมั่งคั่ง

เราได้จึงรวบรวมวิธีการคิดและแนวทางการใช้ชีวิตแบบคนรวย มาให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้มีฐานะที่ดีได้ยิ่งขึ้นในปีนี้ มาฝากกัน ดังนี้

1. เลือกงานเสี่ยงที่สร้างความร่ำรวย

เลือกงานที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าเดิม แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากงานประจำที่ทำในรูปแบบบริษัท เป็นลูกจ้างรับงานตามคำสั่งคนอื่น ไปเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ใช้ความสามารถของคุณมากขึ้น แต่ก็มีผลตอบแทนที่มากขึ้นตาม เช่น หากคุณมีความสามารถในการพูดและการแสดงออก ก็สามารถที่จะไปเป็นไลฟ์โค้ชในช่อง Youtube, Instagram หรือ Facebook ได้ ซึ่งเทคโนโลยีรุ่นใหม่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย และยังมีรายได้หลายช่องทาง เช่น จากการโฆษณาของ Youtube หรือการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า

2. ควบคุมรายจ่ายให้ดียิ่งขึ้น

การสร้างรายได้ที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากจะมีเหลือเก็บให้มากขึ้น ต้องทำควบคู่กับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยการทำตารางบัญชีควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน คนส่วนใหญ่มักไม่บันทึกรายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ไอที การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ จึงทำให้เงินทองรั่วไหลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายกับขนมและน้ำอัดลม เป็นสิ่งที่พบบ่อยกับคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้สิ้นเปลืองและยังทำให้ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ได้ด้วย

3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

ควรเลือกคบคนที่ช่วยให้คุณก้าวสู่เป้าหมายได้มากขึ้น คนรวยจะรู้จักเลือกคบเพื่อนที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจถึงกันได้ ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสามารถต่อยอดสร้างความมั่งคั่งร่วมกันได้

คนที่ทำงานคนเดียวโดดเดี่ยว มักจะประสบความสำเร็จช้าและทำให้ย่อท้อต่อเป้าหมายที่วางไว้ และยังขาดที่ปรึกษาในการแก้ไขปัญหาต่างๆอีกด้วย

4. ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

คนรวยจะมีเป้าหมายชีวิต ทั้งด้านความเติบโตของธุรกิจและรายได้ในระยะสั้น กลางและยาว เพื่อที่จะออกแบบตารางกิจกรรมแต่ละวันอย่างมีทิศทางและมีการประเมินผลการปฏิบัติของตัวเอง ว่าสามารถทำได้สมดั่งที่ตั้งใจไว้หรือไม่หากมีปัญหาหรือจุดบกพร่องส่วนใด ก็จะสามารถทำการปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

หากอยากเป็นคนรวยในปีนี้ เริ่มได้ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิตประจำวัน การบริหารการเงินและการเลือกงานที่ทำ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ก้าวสู่ความร่ำรวยโดยเร็ว

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

ปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

การมีกลิ่นปากเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงาน สาเหตุของกลิ่นปากมีทั้งปัจจัยภายนอก เช่น อาหารที่รับประทาน การดูแลความสะอาดในช่องปาก และอาจมาจากโรคภายในร่างกายของคุณ ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขหรือป้องกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

1. การดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่เหมาะสม เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ละเลยการใช้ไหมขัดฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก จึงมีคราบพลัคสิ่งสกปรกและแบคทีเรียสะสมทำให้มีกลิ่นปากง่าย

2. ผู้ที่ใช้เครื่องมือทางทันตกรรม เช่น ฟันปลอม จัดฟัน หากแปรงฟันไม่ดีพอ หรือไม่ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างเหมาะสม จะทำให้มีปัญหากลิ่นปากตามมาได้

3. ภาวะโรคเหงือกอักเสบและฟันผุ ภายในช่องปากของเราจะมีแบคทีเรียสะสมจากคราบอาหาร ทำให้มีอาการอักเสบของเหงือกและฟันได้ ถ้าทำความสะอาดไม่ถูกหลัก อาจทำให้ฟันผุลึกถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งและมีปัญหากลิ่นปากขั้นรุนแรง ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแปรงฟันหรือใช้น้ำยาบ้วนปากได้

4. การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น สะตอ หัวหอม กระเทียม จะทำให้มีกลิ่นปากง่าย และหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลให้กลิ่นตัวแรงด้วย

5. การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดกลิ่นตัวและกลิ่นปากแบบรุนแรงได้ด้วย

6. กรณีที่เด็กมีกลิ่นปากแรง มักเกิดจาการติดเชื้อภายในโพรงจมูก หรือต่อมทอนซิลในคอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการไอ เสมหะ น้ำมูก มีไข้ ร่วมด้วย ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการความผิดปกติหลาย ๆ ด้านปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

เทคนิคแก้ปัญหากลิ่นปาก

1. ควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยแปรงสีฟันที่มีปลายขนอ่อนนุ่มและซอกซอนได้ล้ำลึก ควบคู่กับการใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ จะช่วยกำจัดเศษอาหารตามร่องเหงือกและฟัน สาเหตุของกลิ่นปากได้

2. ควรใช้เม็ดฟู่ทำความสะอาดฟันปลอมและอุปกรณ์จัดฟันอื่น ๆ เป็นประจำ

3. งดการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้สเปรย์ ลูกอมลดกลิ่นปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง

4. ลดการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เหงือกและฟันแข็งแรง ลดการติดเชื้อในช่องปาก จึงลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น

5. ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจหาอาการผิดปกติของเหงือกและฟันทุก 6-12 เดือน จะลดความเสี่ยงการมีกลิ่นปากได้

กลิ่นปากเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องใส่ใจ เพราะหมายถึงการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันที่ไม่ทั่วถึง หรืออาจมาจากพฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตที่ทำลายบุคลิกภาพที่ดีได้ เราหวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพในช่องปากมากขึ้น

ฮวงจุ้ยประตูบ้านแบบไหนรับทรัพย์ อยากรวยต้องอ่าน

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเป็นความเชื่อที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับประตูบ้านที่ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความร่ำรวย ซึ่งหมายถึงการเจริญในหน้าที่การงาน โชคลาภและ การเสี่ยงโชคต่าง ๆ ที่จะนำความมั่งคั่งเข้ามาทางประตูบ้านด้วย

เราจึงได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้านมาฝากกัน ดังนี้

1. ใช้ประตูหน้าบ้านเป็นทางหลัก

บ้านทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านที่ออกแบบเอง ส่วนใหญ่จะมี 2 ประตู คือ ด้านหน้าและด้านข้าง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ควรใช้ประตูด้านหน้าเป็นทางเข้าออกหลัก และเปิดกว้างไว้ตลอดเวลาเพื่อรับพลังงานที่ดี สร้างความสดใสให้แก่บ้าน เรียกว่าเชิญชวนให้มีทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้านตลอดปี

2. ใส่ใจความใหม่และสะอาด

โดยทั่วไปคนเรามักเน้นทำความสะอาดด้วยการกวาดถู ปัดฝุ่น กำจัดหยากไย่ และอาจมีการทาสีบ้านใหม่ เพื่อให้ดูสดใสขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่มักละเลย คือการทำความสะอาดประตูบ้านให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งต้องคอยซ่อมแซมรอยถลอก แก้ไขรอยบิ่น ทาสีทับใหม่ ฯลฯ ไม่ควรปล่อยให้ประตูหน้าบ้านดูโทรมเก่าผุพัง เพราะเท่ากับเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี พลังงานด้านลบจะเข้ามา ส่งผลต่อความเศร้าหมองในบ้าน และยังขัดขวางเส้นทางการรับทรัพย์ด้วย

3. วางกระถางต้นไม้เรียกโชคลาภ

ต้นไม้ที่นิยมปลูกในกระถางวางตำแหน่งข้างประตูซ้ายขวา จะช่วยเรียกโชคลาภ เพิ่มทรัพย์สินให้เจ้าของบ้านได้ เช่น ต้นว่านสี่ทิศ ต้นโป๊ยเซียน ต้นวาสนา ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ต้องมีการดูแลอย่างดี รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดใบเหลืองหรือที่เหี่ยวเฉาออกตลอดเวลา จะช่วยให้บรรยากาศสดใส ให้พลังงานดีไหลเวียนเข้ามาในบ้าน เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงโชคหรือต้องเจรจาธุรกิจ จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จราบรื่นยิ่งขึ้น

4. ประตูบ้านด้านหน้ากับด้านหลังไม่ควรตรงกัน

ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากประตูด้านหน้าและหลังบ้านตรงกันเป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้เก็บเงินทองได้ไม่อยู่ (รับเงินเข้าแล้ว ก็มีเหตุให้ต้องจ่ายเงินออกง่าย) วิธีการแก้ฮวงจุ้ย คือ การวางโต๊ะกลมขวางไว้หรือ ติดม่าน ใส่ฉากกั้นบังตา ก็ได้เช่นกัน

5. ทิศทางของประตู

หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่า ผู้ที่อยากมีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทองยาวนาน ควรเลือกทิศทางประตูบ้าน ดังนี้

ทิศใต้ จะช่วยเสริมดวงให้มียศตำแหน่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และควรใช้สีประตูเป็นสีโทนแดงส้ม

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเสริมความมั่งคั่งความร่ำรวย เหมาะกับผู้ทำธุรกิจส่วนตัวหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะช่วยเสริมสร้างความก้าวหน้าในงานที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ จะทำให้การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แม้แต่เรื่องของประตูบ้านก็มีการแนะนำรูปแบบที่ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความมั่งคั่งให้กับผู้อยู่อาศัยได้

ฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้าน

เคล็ดลับเริ่มต้น ธุรกิจ ด้วยตนเอง

การทำธุรกิจนั้นสามารถเริ่มต้นที่ตัวเองได้จากทรัพยากรที่ตัวเองมีหรือสิ่งที่สนใจ จากนั้นลงทุนในความรู้กับตัวเองเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถที่ตัวเองมี การลงทุนในตัวเองที่ง่ายและถูกที่สุดคือ การอ่านหนังสือหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ปรึกษาผู้รู้ และลงมือทำ อย่างไรก็ตาม การจะทำธุรกิจใดใดนั้น ควรต้องมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นอย่างลึกซึ้ง สิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การหาธุรกิจที่เหมาะกับตัวเองที่จะสามารถทำออกมาได้ดีและต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ Mindset ที่ดีจะทำให้ธุรกิจไปได้ดี และถ้าธุรกิจที่ทำเป็นธุรกิจที่เริ่มจากความรักนั้นจะยิ่งดีมาก โดยเรามีเคล็ดลับ 5 ข้อมาฝากท่านที่กำลังจะเริ่มทำธุรกิจด้วยตนเองดังนี้

ออกแบบชีวิตก่อนออกแบบธุรกิจ

การที่จะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง สิ่งที่จะต้องรู้คือการตอบคำถามว่าตัวเองต้องการชีวิตรูปแบบไหน จากนั้นเลือกธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตที่ต้องการเมื่อเราทำธุรกิจนี้แล้วเราจะได้อะไร เช่น ได้ชีวิตที่ดีขึ้น ได้มีเวลามากขึ้น ได้พัฒนาตัวเอง ได้อยู่กับครอบครัวและครอบครัวสบายมากขึ้น เป็นต้น

เป้าหมายทางธุรกิจ

ก่อนจะทำธุรกิจ จำเป็นจะต้องมองเห็นเป้าหมายของธุรกิจว่าเป้าหมายของธุรกิจนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ สามารถพัฒนาต่อได้หรือไม่ มีภาพรวมเป็นอย่างไร จะกลายเป็นธุรกิจหน้าตาแบบใดในอนาคต แล้วกลับมาถามตัวเองว่าเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ได้อย่างไร ต้องมีคุณสมบัติใดบ้างซึ่งคำถามจะนำมาซึ่งวิธีการไปสู่เป้าหมาย

หาความรู้ในการทำธุรกิจ

ในการทำธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในการทำธุรกิจ โดยสามารถศึกษาได้จากการอ่านหนังสือศึกษาด้วยตัวเอง การเรียนรู้จากผู้รู้ มีความรู้เรื่องของ Mindset ที่ดีในการทำธุรกิจ เพราะนั่นคือหัวใจหลักในการทำธุรกิจรวมถึงทักษะการขาย เพราะเราจะเติบโตได้ก็เพราะการขาย สิ่งที่ทำจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้จะต้องศึกษาลูกค้าด้วยว่ามีพฤติกรรมการบริโภคเป็นอย่างไร

วางแผนในการทำธุรกิจ

การทำธุรกิจที่ดีเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดีเมื่อมีต้นทุนที่จำกัดด้วยแล้วจำเป็นจะต้องมีการวางแผนที่ดีเพราะการทำธุรกิจมีความเสี่ยง มีการวางแผนรายวันว่าจะต้องทำอะไรบ้างจนกระจายเป็นรายสัปดาห์รายเดือน จากนั้นให้ทำตามแผนที่วางไว้และแก้ไขเรียนรู้จากข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตามแม้จะมีแผนที่ดีแต่ก็ต้องมีแผนที่จะรับมือจากสิ่งที่ไม่คาดคิดด้วย

ศึกษาเรื่องเงินทุน

การทำธุรกิจนั้นแน่นอนว่าจะต้องศึกษาเรื่องของการลงทุนเพื่อให้ลดความเสี่ยง ความคุ้มค่าที่สำคัญคือรู้ว่าจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ จากการรู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างมีวัสดุอุปกรณ์อะไร ราคาเบื้องต้นเท่าไหร่ ซึ่งสามารถคำนวณคร่าว ๆ ได้เองจากการค้นหาข้อมูล เมื่อรู้ว่าจะต้องใช้ทุนเท่าไหร่แล้ว ก็จะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าจะต้องจัดการบริหารอย่างไร

ในการทำธุรกิจของตัวเองนั้น สามารถเริ่มต้นจากทรัพยากรที่ตัวเองมีอาจมาจากความสามารถหรือสินค้าที่สนใจหรือมีความรู้ในสินค้าเพื่อตอบโจทย์กับลูกค้า จากนั้นหมั่นหาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อมีแผนธุรกิจแล้วต้องลงมือทำไม่ปล่อยให้เป็นเพียงแผนในกระดาษ

เคล็ดลับเริ่มธุรกิจด้วยตนเอง

ค่าไฟลดได้ด้วยมือเรา เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

สิ้นเดือนทีไร หลายคนก็เกือบจะสิ้นใจตามบิลค่าไฟในเวลาที่เห็นตัวเลขบนนั้นกันเลยทีเดียว ต้องบอกว่าจะโทษใครก็ไม่ได้เพราะเป็นที่ตัวเราเองทั้งนั้น ขณะที่เปิดแอร์ทั้งวันก็บอกว่าเพราะอากาศมันร้อน ครั้นเปิดทีวีดูทั้งวันก็บอกว่ากลัวเหงา ดังนั้นแล้วเมื่อบิลค่าไฟออกมาเราก็ต้องรับสภาพกันไปโดยปริยาย

แต่เมื่อมีปัญหา ทางออกก็ย่อมตามมาเช่นกัน วันนี้เราจึงมี 5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ มาฝากเพื่อน ๆ ให้ลองนำไปปรับใช้ในบ้านตัวเอง แล้วมาดูผลตอนสิ้นเดือนกันว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

ลดการใช้แอร์

เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแอร์นี่แหละที่เราใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าไฟ เราก็ควรต้องลดการใช้แอร์ลงด้วย อาจจะตั้งเวลาในการใช้งาน ปรับอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และในช่วงกลางวันก็อาจจะเปิดในช่วงที่รู้สึกร้อนมากจริง ๆ แทนการเปิดไว้ทั้งวันก็ได้

ปิดไฟเมื่อไม่ใช้

รัฐบาลเคยมีช่วงรณรงค์ให้ปิดไฟที่ไม่ใช้งาน 1ดวงทุกบ้าน 1 นาที เพียงเท่านั้นก็ช่วยลดการใช้พลังงานของทั้งประเทศไปเป็นพันล้านบาทเลยทีเดียว ดังนั้น บ้านเราเองก็ควรเลือกเปิดเฉพาะในพื้นที่ที่จำเป็น และปิดดวงที่อยู่ในที่ที่เราไม่ค่อยผ่าน หรืออาจจะใช้ระบบเซ็นเซอร์ที่เวลาเราเดินผ่านไฟจะติดอัตโนมัติและเมื่อเราไปก็จะดับเองแทนก็ได้ แบบนั้นก็จะช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าไฟไปได้เลยทีเดียว

เปลี่ยนมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์

การเปลี่ยนมาใช้หลอดประเภทฟลูออเรสเซนต์ จะช่วยประหยัดพลังงานกว่าหลอดแบบธรรมดาได้มากถึง 75% แถมยังมีอายุการใช้งานที่นานกว่าด้วย ประหยัดแล้วคุ้มค่าแบบนี้เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดใช่ไหมล่ะ

5 เทคนิคช่วยประหยัดค่าไฟ

ถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน

หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เพียงพอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น เมื่อเราเสียบปลั๊กไว้กระแสไฟก็ยังวิ่งผ่านอยู่ โดยเฉพาะคนที่ชอบปิดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์เอาไว้ หารู้ไม่ว่านี่แหละคือ สิ่งที่ทำให้เงินเรารั่วไหลไปเดือนละหลายสตางค์เลยทีเดียว

ซักและรีดเสื้อผ้าครั้งละหลาย ๆ ตัว

เครื่องซักผ้าและเตารีดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุดชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากคุณมีพฤติกรรมซักผ้าน้อย ๆ ชิ้น หรือรีดผ้าทีละชุดแล้วล่ะก็ รีบเปลี่ยนด่วน ๆ เปลี่ยนมาซักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรีดผ้าสัปดาห์ละครั้งก็จะช่วยประหยัดค่าไฟของคุณไปได้เรียกว่าจะแปลกใจกันเลย

เทคนิคง่าย ๆ และทำ ๆ ได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก แค่เรารู้จักวางแผน และบริหารการใช้ชีวิตประจำวันในบางเรื่อง เพียงเท่านี้ คุณก็จะผ่านช่วงเวลาสิ้นเดือนไปได้อย่างสบายใจ และสบายกระเป๋ามากขึ้นในทุก ๆ เดือน

วิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีตลอดปี

ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากนิยมเลี้ยงสุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขภาพดีนั้นจำเป็นต้องใส่ใจทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย อาหาร การทำความสะอาด ฯลฯ

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดี มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1. พาไปฉีดวัคซีนตามอายุของสัตว์ เนื่องจากสัตว์เลี้ยงในช่วงอายุ 1-3 เดือนแรกจะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ การรีบพาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ ฯลฯ จึงสำคัญมาก รวมถึงการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี ก็จะทำให้สุนัขและแมวปลอดจากโรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นทำให้ตายได้

2. อาบน้ำเป็นประจำ โดยเฉลี่ยสำหรับสุนัขสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนแมว เดือนละ 1 ครั้ง ทั้งต้องดูแลเรื่องการแปรงขนและการตัดเล็บเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและลดปัญหาโรคผิวหนังเรื้อรังได้

3. ดูแลเรื่องอาหารที่เหมาะสม ปัจจุบันมีการจำหน่ายอาหารเม็ดและอาหารเปียกแบบกระป๋อง เพื่อให้สุนัขและแมวได้รับคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนหลากหลาย เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องศึกษารายละเอียดที่ภาชนะ เช่น ช่วงวัยที่เหมาะสม ประเภทของสัตว์ ปริมาณที่ควรให้ในแต่ละวัน เป็นต้น จะทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ไม่เจ็บป่วยง่าย

4. ให้เวลากับสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะต้องการอยู่ใกล้ชิดและคลุกคลีกับคนมากกว่าแมว อย่างไรก็ตามเจ้าของควรมีเวลาให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำวันละ 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะหากเลี้ยงในพื้นที่ปิด เช่น ในห้อง คอนโด กรง ฯลฯ จะเสี่ยงต่อภาวะความเครียดสูงและจะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายสัตว์อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อและเสียชีวิตง่าย

5. พาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ จะทำให้ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและโรคหัวใจได้ ซึ่งระยะเวลาในการออกกำลังกาย ควรเหมาะสมตามช่วงอายุและตามช่วงอายุและความแข็งแรงของร่างกายสัตว์แต่ละตัวด้วย

6. มีพื้นที่ขับถ่ายเป็นสัดส่วน และควรรีบกำจัดมูลสัตว์หลังจากสัตว์ขับถ่าย เพื่อช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อโรคและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้

7. หมั่นสังเกตความผิดปกติ เช่น อาการเบื่ออาหาร ตาเหลือง อาเจียน ซีด ท้องผูก ท้องเสีย โดยไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ และรีบนำมาพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาอย่างรวดเร็ว

8. ดูแลบริเวณที่อยู่อาศัยของสัตว์ ไม่ให้อับชื้น หรือมีน้ำขัง เพราะเป็นแหล่งสะสมของยุง แมลง เชื้อโรค ฯลฯ ที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและเสียชีวิตได้

จะเห็นได้ว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีที่กล่าวมาเป็นสิ่งพื้นฐานที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรให้ความสำคัญสม่ำเสมอ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดีอยู่กับคุณได้ยาวนาน

วิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดี

ชูก้าไรเดอร์ สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋ว

สัตว์เลี้ยงตัวเล็กที่เรารู้จักกันในนาม ชูก้าไรเดอร์ คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าตัวเล็กนี้ น่ารักแสนรู้และกำลังเป็นที่นิยมของคนรักสัตว์ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าชูก้าไรเดอร์กันดีกว่า ว่ามันมีความน่ารักขนาดไหน

ชื่อเป็นทางการของมันคือ ชูก้าไรเดอร์ หรือชื่อที่เรียกติดปากก็คือ จิงโจ้บิน ลักษณะของมันคือมีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้ เลี้ยงลูกในกระเป๋าหน้าท้อง มีพังผืดด้านข้างลำตัวตั้งแต่ข้อมือไปถึงข้อเท้าคล้ายบ่างของบ้านเรานี่แหละขนาดตัวของมันเท่าฝ่ามือ สีตามธรรมชาติของมันคือสีเทาดำ หากินกลางคืน เป็นสัตว์ที่มาจาก 2 แหล่ง คือประเทศออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย แต่ในออสเตรเลียถือว่าชูก้าคือสัตว์สงวนไม่สามารถนำออกจามากประเทศได้ ในประเทศไทยชูก้าไรเดอร์มีอยู่หลายสีหลายสายพันธุ์ มีทั้งสีขาวตาแดง สีเทาดำ มีเสียงเห่าคล้ายลูกสุนัข ชูก้าไรเดอร์กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะความน่ารักของมันเป็นสัตว์ที่จำกลิ่นของคนเลี้ยง การเริ่มต้นเลี้ยงชูก้าไรเดอร์นั้นจึงต้องทำความคุ้นเคยกันก่อน ที่จะจับตัวกันได้ ราคาค่อนข้างสูงสำหรับสีที่แตกต่างกันออกไป การเลือกซื้อชูก้าไรเดอร์ควรมีความรู้เบื้องต้นด้วยในการเลือก เพราะผู้เพาะพันธุ์บางส่วนไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและอายุในการแยกลูกชูก้าไรเดอร์ที่ยังไม่หย่านมออกมาเพื่อจำหน่าย บางร้านมีการตัดฟันเพื่อไม่ให้ชูก้าไรเดอร์กัด โดยที่ไม่รู้เลยว่าการตัดฟันนั้นส่งผลระยะยาวกับเจ้าตัวเล็กนี้ขนาดไหน ชูก้าไรเดอร์ไม่เหมือนกระรอกที่ตัดฟันแล้วจะงอกมาใหม่ได้ การตัดฟันจึงเป็นการทำร้ายความเป็นอยู่ของมันอย่างมากในเรื่องการกินอาหารจนถึงเรื่องสุขภาพในอนาคต ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

ชูก้าไรเดอร์

ชูก้าไรเดอร์ เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่กันเป็นกลุ่มและออกหากินในเวลากลางคืน ผู้เลี้ยงจะสังเกตได้ว่าพวกมันมักจะตื่นกันมาเล่นในเวลากลางคืน และจะนอนในเวลากลางวัน ส่งเสียงเห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ เป็นสัตว์ที่ชอบซุก เราจึงต้องมีถุงผ้าหรือของเล่นที่สามารถให้เจ้าชูก้าไรเดอร์ซุกตัวได้ กรงที่เลี้ยงควรมีลักษณะที่สูงเพราะชูก้าชอบกระโดดไปมาอยู่ตลอดเวลา อาหารของชูก้าไรเดอร์ สามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ ผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น แอปเปิ้ล กล้วย มะละกอ แตงโม เสริมโปรตีนด้วยแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอน ตั๊กแตน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะเพราะจะทำให้มันอ้วนจนเกินไป ไม่ดีต่อสุขภาพ อายุของมันสามารถอยู่กับเราได้ถึง 10 ปี แล้วแต่การเลี้ยงดูของแต่ละคน ถือว่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนอีกหนึ่งชนิด

การตัดสินใจเลี้ยงชูก้าไรเดอร์ อยากให้ศึกษาข้อมูลในการเลี้ยงก่อน และความพร้อมของผู้เลี้ยงด้วยว่าพร้อมที่จะดูแลแค่ไหน เพราะเขาเป็นสัตว์ขี้อ้อนและติดเจ้าของมากถ้าเลี้ยงตัวเดียว ความใส่ใจคือสิ่งสำคัญเมื่อคิดจะเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหนก็ตาม ต่างก็ต้องการความดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ ไม่ใช่เลี้ยงทิ้งๆขว้างๆ เพราะสัตว์ทุกๆตัวมีหัวใจ