Categoryสุขภาพ

ผลไม้ป้องกันหวัดที่ควรกินช่วงฤดูฝนมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝนกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งมีตัวเลขสถิติผู้ป่วยเป็นไข้หวัดมากขึ้นจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจึงแนะนำให้ทุกคนรับประทานผลไม้ที่มีคุณสมบัติที่มีสรรพคุณในการป้องกันหวัดมากขึ้นเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคนี้ ซึ่งหาได้ง่ายในทุกตลาด ราคาไม่แพง รสชาติอร่อย เรามาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

1.มะขามป้อม
เราเคยเห็นมะขามป้อมอยู่ในสูตรยาแก้ไอ ที่จริงแล้วมะขามป้อมรับประทานแบบสดยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะสามารถใช้ในการป้องกันหวัดได้ โดยมีการศึกษาพบว่ามะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากถึง 276 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 ขีด หากนำไปต้มแล้วคั้นน้ำจะทำให้ได้รับวิตามินซีที่สูงมากกว่าการดื่มน้ำส้ม 20 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคออีกด้วย

2.มะยม
มะยมเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวฝาด แต่มีประโยชน์มากในการป้องกันหวัด เนื่องจากมีปริมาณวิตามินซีสูง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับเบอร์รี่และส้ม นอกจากนี้ ยังใช้เป็นยาระบายได้ด้วยสำหรับคนที่ท้องผูกบ่อย โดยสามารถรับประทานได้ทั้งมะยมสดจิ้มเกลือ มะยมแช่อิ่ม ยำมะยม ส้มตำมะยม ฯลฯ

3.ลิ้นจี่
ลิ้นจี่เป็นผลไม้รสเปรี้ยวหวานที่มีการวิจัยพบว่ามีวิตามินซีสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เช่น กรดปาล์มิติก กรดโอเลอิกและกรดลิโนเลอิก ที่ช่วยรักษาสมดุลการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันหวัดและช่วยชะลอวัยได้

4.ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูง แม้ไม่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ลิ้นจี่ มะยม โดยฝรั่ง ปริมาณ 1.5 ขีดให้วิตามินซีสูงมากกว่า 350 มิลลิกรัม ซึ่งถือได้ว่ามากกว่าส้มเขียวหวานถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ทั้งนี้ ในฝรั่งยังมีไฟเบอร์ธรรมชาติปริมาณสูง และมีสารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแก้อักเสบได้อีกด้วย

5.มะนาว
มะนาวถือเป็นพืชผักสวนครัวและสมุนไพรที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น ต้มยำกุ้ง ยำ พล่า ฯลฯ หรือทำเป็นเครื่องดื่ม เช่น น้ำมะนาวคั้นสด ซึ่งเหมาะกับการรับประทานบ่อย ๆ ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงป้องกันอาการเป็นหวัดได้

6.แตงโม
เป็นผลไม้ต้านหวัดที่มีเกลือแร่สำคัญอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียมในปริมาณสูง ทั้งยังมีสัดส่วนน้ำในเนื้อผลไม้มาก จึงช่วยลดอาการไข้ ดับกระหาย ปรับสมดุลแร่ธาตุในระบบต่าง ๆ ได้ดี อย่างไรก็ตาม หากจะกินเวลาค่ำ ๆ ก็ควรกินห่างจากเวลาเข้านอนสัก 3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีปัญหาตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก

ผลไม้ที่กล่าวมาล้วนมีสรรพคุณในการต้านหวัดเพราะมีวิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ควรรับประทานเป็นประจำควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะห่างไกลโรคหวัดในช่วงฤดูฝนได้

4 เหตุผลที่การออกกำลังกายช่วยห่างไกลโรคร้ายได้

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ สมอง หลอดเลือด ไขมัน กระดูก เป็นต้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าคนอายุน้อย เพราะว่าร่างกายเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 4 เหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

1.กระบวนการทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกายดีขึ้น

อวัยวะภายในร่างกายเป็นระบบที่ซับซ้อนและมีความสำคัญ การออกกำลังกายจะช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกายโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดแก๊สในกระเพาะอาหาร นวดอวัยวะภายในโดยรวมของช่องท้อง เพิ่มระดับการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมการทำงานของหัวใจให้มีความแข็งแรง เป็นต้น

2.กระตุ้นระบบการทำงานของสมอง

ความเครียดส่งผลต่อสมองทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับสมองได้ โดยเฉพาะความจำเสื่อมหรือที่เรียกว่า โรคอัลไซเมอร์ และความเครียดยังเป็นสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคร้ายแรง รวมไปถึงโรคแทรกซ้อนเนื่องจากทุกครั้งที่เครียด สารคอลติซอลก็จะหลั่งออกมาจนทำให้บางคนหันไปคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่ซึ่งจะมีสารก่อมะเร็งหรือพึ่งยาเสพติดอื่น ๆ ที่ส่งผลทำลายสมอง เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความเครียด ควรใช้วิธีออกกำลังกายจะดีกว่า เพื่อให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว และได้ขับเหงื่อออกมา เกิดการกระตุ้นสมองและระบบประสาท ทำให้มีจิตใจแจ่มใสมีความสุข ลดภาวะความเครียดได้ดี

3.ปรับสมดุลของกระดูก

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมวลแคลเซียมกระดูกสันหลัง สะโพก และยังช่วยกระตุ้นกระดูกป้องกันไม่ให้เป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกกร่อน กระดูกบาง มะเร็งกระดูก ซึ่งปัญหาเรื่องกระดูกมีความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายได้เมื่อมีการขยับร่างกาย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ลุก นั่ง นอน

4.เพิ่มความยืดหยุ่นทุกส่วนให้กับร่างกาย

ปัญหาความยืดหยุ่นมักจะเกิดกับคนที่มีอายุมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอวัยวะส่วนคอ หลัง เอว ข้อ ขา ซึ่งจะมีความรู้สึกปวดไปหมด เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจการออกกำลังกาย สังเกตได้จากฟิตเนสที่มีคนเข้าไปเพื่อดูแลสุขภาพเป็นจำนวนมาก หรือเต้นแอโรบิกตามสนามกีฬาต่าง ๆ จนเกิดการตั้งชมรมออกกำลังกายเพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้ หากได้ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี หมายความว่า ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไป และก่อนนอน 2 ชั่วโมง ไม่ควรออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายในช่วงท้องว่างหรือหลังจากที่ได้รับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ที่สำคัญให้บริหารร่างกายเป็นประจำ แล้วร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัวจนเกิดความเคยชินโดยอัตโนมัติ และจะรู้สึกว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ในชีวิต

How to สุขภาพจิตดีได้ ด้วยการคิดบวก จนใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้คุณ

ความคิดลบเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เมื่อรู้ตัวเองว่ามีความคิดลบ ให้คุณยอมรับแล้วเปลี่ยนจากความคิดลบให้กลายเป็นคนคิดบวกได้ ด้วย How to การคิดบวก ที่เรากำลังจะกล่าวถึง แล้วคุณจะได้มีสุขภาพจิต สุขภาพกายใจ ดีได้ จนใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้คุณ ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีทำให้สุขภาพจิตดี

ไม่จมกับเหตุการณ์ไม่ดีในอดีต เมื่อไหร่ที่มีความคิดลบในอดีตผุดขึ้นมาในหัว ให้คุณคิดว่าชีวิตคนเรามันสั้น ซึ่งจะดีกว่าถ้ามีการลุกขึ้นแล้วเดินก้าวต่อไปข้างหน้าหรือไม่มีการถอยหลัง เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องเผชิญกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อย ไม่ใช่เฉพาะคุณคนเดียว หากคุณเคยโดนทำร้ายจิตใจจากใครสักคนหนึ่งก็ให้ขอบคุณเขา อาจเป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ทำได้ เพียงคุณเปลี่ยนมุมมองว่าได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเขาที่ทำให้คุณเข้มแข็งหรือเก่งขึ้น เพราะฉะนั้น อย่ามัวคิดลบ เพราะจะทำให้เสียเวลา ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เลย และเมื่อถึงคราวอำลาโลก ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ติดตัวไปแม้แต่น้อย

ไม่กังวลกับอนาคต แต่ให้ดึงสติอยู่กับปัจจุบัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบมีความคิดลบไปปรุงแต่งในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คุณสามารถดึงสติให้อยู่ในปัจจุบันด้วยการนั่งสมาธิอยู่กับลมหายใจ เพียงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นหายใจออกยาว ๆ หรือคุณจะหาใครสักคนที่รู้สึกไว้ใจแล้วระบายให้เขาฟัง แต่ถ้าไม่มีใครที่จะคอยรับฟัง คุณอาจจะเขียนระบายลงในกระดาษออกไปให้หมด แล้วความคิดลบก็จะจางหายไปเอง

ไม่คิดเปรียบเทียบกับคนอื่น การเปรียบเทียบ บ่งบอกถึงความคิดลบและจะทำให้คุณรู้สึกด้อยค่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต มีอาการหงุดหงิด โมโห และเมื่อมีความคิดลบสะสมมากขึ้น ก็จะทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้น ให้ขจัดความคิดลบได้ด้วยการใช้ชีวิตในแบบตัวเอง โดยไม่พยายามเป็นคนอื่นและไม่คิดว่าทำไมเขาหน้าตาดีกว่าเรา ทำไมเขาเรียนเก่งกว่าเรา ทำไมเขารวยกว่าเรา หรืออื่น ๆ

ไม่หวั่นไหวกับคำพูดลบของคนอื่น คำพูดดูถูกหรือคำด่าจากคนอื่นส่งผลทำให้เกิดความคิดลบ จิตใจห่อเหี่ยวได้ หากคุณไม่อยากหวั่นไหวคำพูดด้านลบของคนอื่นมากเกินไป คุณสามารถกำหนดคุณค่าของตนเองได้เอง ด้วยการหันมามองข้อดีพร้อมพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป แบบไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น ของแบรนด์เนม เครื่องประดับต่าง ๆ ที่มีราคาแพง เป็นต้น คำพูดของคนอื่นนั้น หากเป็นจริง ก็นำมาแก้ไขปรับปรุงตนเอง หากไม่จริง ก็ปล่อยวางทิ้งไปไม่เก็บมาคิดกังวล

เมื่อคิดบวกได้แล้ว คุณอาจจะจดบันทึกไว้ จากนั้นมาทบทวนก่อนนอนเป็นประจำในทุกวัน หรืออย่างน้อย 21 วัน ตามหลักจิตวิทยา เพื่อจะได้เป็นคนที่มองหาแต่สิ่งดี ๆ และมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการแผ่พลังงานบวกไปยังคนที่อยู่รอบข้าง ทำให้คนรอบตัวได้รับความสุขและมีจิตใจที่สดใสไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อคุณมีสุขภาพจิตที่ดีแล้ว ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้คุณนั่นเอง

วิธีทำให้สุขภาพจิตดี

ไม่อยากเป็นโรคอ้วน ต้องกินอะไร

โรคอ้วนถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพทั้งของคนไทยและคนทั่วโลกที่องค์การอนามัยโลก WHO ได้ออกคำเตือนให้กระทรวงสาธารณสุขทั่วโลก แนะนำประชาชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคอ้วนมากขึ้น

อาหารอะไรบ้าง ที่ไม่มีปัญหาโรคอ้วน

1. ข้าวกล้องและขนมปังธัญพืช

การรับประทานข้าวกล้อง จะทำให้ได้ส่วนของเส้นใยไฟเบอร์มากกว่าการกินข้าวขาว ซึ่งส่วนของเส้นใยนี้สำคัญต่อการทำให้อิ่มท้องเร็วขึ้น และช่วยให้การดูดซึมไขมันส่วนเกินจากอาหารน้อยลง หากชอบรับประทานขนมปังแซนวิชเป็นมื้อเช้า ก็แนะนำให้ใช้ขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังสีขาวทั่วไป

2. ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแซลมอน หรือปลาทูน่า เป็นโปรตีนชนิดดีที่มีไขมันน้อย ทำให้ร่างกายลดจำนวนไขมันส่วนเกินเมื่อนำมาทำเมนูอาหารได้ ทั้งนี้แนะนำให้ใช้กรรมวิธีย่างแทนการทอด เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ฯลฯ หากเมนูอาหารของคุณทำจากเนื้อปลาแทนเนื้อแดง เช่น หมู วัว ได้มากขึ้น จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงและรูปร่างดีขึ้นได้

3. ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองนับเป็นโปรตีนจากพืชธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ผู้ที่มีปัญหาการแพ้นมวัว เช่น ท้องอืด ท้องเสีย จากการขาดเอนไซม์ย่อยโปรตีนในนมวัว ก็สามารถดื่มเป็นนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้แทนได้ ซึ่งจะทำให้ควบคุมปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับดีขึ้น นอกจากนี้ การรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้เป็นประจำ ยังช่วยเสริมฮอร์โมนและแคลเซียมให้แก่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนให้ลดความเสี่ยงปัญหาโรคกระดูกพรุนได้ด้วย

4. ดื่มน้ำเปล่า

การดื่มน้ำเปล่าเป็นสิ่งที่ดีต่ออวัยวะและเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะกระบวนการเผาผลาญต้องมีการใช้น้ำ หากร่างกายขาดน้ำจะเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้ นอกจากนี้ผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ เพื่อลดความอ้วน ก็ต้องพกน้ำเปล่าติดตัวด้วย เพื่อลดการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่และน้ำหวานต่าง ๆ ที่แม้จะทำให้สดชื่น แต่ก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินจำเป็น

5. โยเกิร์ต

การรับประทานโยเกิร์ตก่อนนอนเป็นสิ่งที่ดีต่อระบบขับถ่าย และยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมสารอาหารดี ๆ ในมื้ออาหารหลักของคุณ ทั้งนี้ควรเลือกสูตรไม่มีไขมันและน้ำตาลน้อยด้วย

จะเห็นได้ว่า การเลือกรับประทานอาหารที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ เพื่อให้ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวห่างไกลจากโรคอ้วน เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทานอาหารที่ดีมากขึ้นต่อไป

อาหารอะไรบ้าง ที่ไม่มีปัญหาโรคอ้วน

ปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

การมีกลิ่นปากเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนหรือวัยทำงาน สาเหตุของกลิ่นปากมีทั้งปัจจัยภายนอก เช่น อาหารที่รับประทาน การดูแลความสะอาดในช่องปาก และอาจมาจากโรคภายในร่างกายของคุณ ซึ่งสามารถที่จะแก้ไขหรือป้องกันได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

สาเหตุที่พบได้บ่อยของปัญหากลิ่นปาก

1. การดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่เหมาะสม เช่น การแปรงฟันไม่ถูกวิธี ละเลยการใช้ไหมขัดฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก จึงมีคราบพลัคสิ่งสกปรกและแบคทีเรียสะสมทำให้มีกลิ่นปากง่าย

2. ผู้ที่ใช้เครื่องมือทางทันตกรรม เช่น ฟันปลอม จัดฟัน หากแปรงฟันไม่ดีพอ หรือไม่ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างเหมาะสม จะทำให้มีปัญหากลิ่นปากตามมาได้

3. ภาวะโรคเหงือกอักเสบและฟันผุ ภายในช่องปากของเราจะมีแบคทีเรียสะสมจากคราบอาหาร ทำให้มีอาการอักเสบของเหงือกและฟันได้ ถ้าทำความสะอาดไม่ถูกหลัก อาจทำให้ฟันผุลึกถึงขั้นต้องถอนฟันทิ้งและมีปัญหากลิ่นปากขั้นรุนแรง ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแปรงฟันหรือใช้น้ำยาบ้วนปากได้

4. การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น สะตอ หัวหอม กระเทียม จะทำให้มีกลิ่นปากง่าย และหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลให้กลิ่นตัวแรงด้วย

5. การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดกลิ่นตัวและกลิ่นปากแบบรุนแรงได้ด้วย

6. กรณีที่เด็กมีกลิ่นปากแรง มักเกิดจาการติดเชื้อภายในโพรงจมูก หรือต่อมทอนซิลในคอ ซึ่งอาจทำให้มีอาการไอ เสมหะ น้ำมูก มีไข้ ร่วมด้วย ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการความผิดปกติหลาย ๆ ด้านปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร เรื่องใกล้ตัวที่คุณควรรู้

เทคนิคแก้ปัญหากลิ่นปาก

1. ควรแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยแปรงสีฟันที่มีปลายขนอ่อนนุ่มและซอกซอนได้ล้ำลึก ควบคู่กับการใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ จะช่วยกำจัดเศษอาหารตามร่องเหงือกและฟัน สาเหตุของกลิ่นปากได้

2. ควรใช้เม็ดฟู่ทำความสะอาดฟันปลอมและอุปกรณ์จัดฟันอื่น ๆ เป็นประจำ

3. งดการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือใช้สเปรย์ ลูกอมลดกลิ่นปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง

4. ลดการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้เหงือกและฟันแข็งแรง ลดการติดเชื้อในช่องปาก จึงลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น

5. ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจหาอาการผิดปกติของเหงือกและฟันทุก 6-12 เดือน จะลดความเสี่ยงการมีกลิ่นปากได้

กลิ่นปากเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องใส่ใจ เพราะหมายถึงการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันที่ไม่ทั่วถึง หรืออาจมาจากพฤติกรรมการบริโภคและใช้ชีวิตที่ทำลายบุคลิกภาพที่ดีได้ เราหวังว่าบทความนี้ จะทำให้ทุกท่านหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพในช่องปากมากขึ้น

แนะ 5 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคน อาจต้องพบเจอกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องการเรียน การศึกษา การงาน การทำมาหากิน เรื่องของปากท้อง และเรื่องของหัวใจ ทั้งหมดอาจสร้างความเครียด ความเบื่อหน่าย และความเหนื่อยล้าให้กับร่างกายและจิตใจของพวกเราอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะสุขภาพกายใจที่ดี จะนำพามาซึ่งชีวิตที่มีความสุข ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” หมายถึง ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ นั่นเอง แต่การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงแจ่มใสและอยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอนั้น มีเคล็ดลับอย่างไรบ้าง เรามาดูไปพร้อม ๆ กัน

1. พักผ่อนอย่างเพียงพอ

ในที่นี้หมายถึงการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งร่างกายของแต่ละคนนั้นต้องการการพักผ่อนที่มากน้อยแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรสังเกตว่าตนเองพักผ่อนประมาณกี่ชั่วโมง จึงจะรู้สึกดี ตื่นมาแล้วไม่เหนื่อยเพลีย แต่ก็ไม่ปวดหัวเหมือนกับอาการของคนที่นอนหลับมากจนเกินไป โดยปกติแล้ว ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

แนะ 5 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

2. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ของอร่อยมีอยู่ทุกที่ ของน่ากินมีอยู่ทุกซอย แต่การตามใจปาก เลือกกินแต่ของที่อยากกิน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร อาจนำพามาซึ่งโรคร้ายหลากหลายประเภท ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหาร จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพ หลายคนอาจคิดว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น ไม่อร่อยถูกปากเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็มีรสชาติที่อร่อยถูกปากได้ หากเปิดใจยอมรับประทานในช่วงแรก ๆ หรือหากรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้วอยากจะรับประทานของโปรดของตนเองบ้าง ก็ปรับเป็นรับประทานของโปรดนาน ๆ ทีก็ได้ แค่นี้อะไร ๆ ก็ลงตัวมากขึ้นแล้ว

3. ฝึกทำสมาธิ หรือแบ่งเวลาไว้เพื่อพักผ่อนทางจิตใจ

เมื่อร่างกายต้องการพักผ่อน จิตใจเองก็ต้องการการพักผ่อนด้วยเช่นเดียวกัน แต่การพักผ่อนทางจิตใจนั้นมีหลากหลายวิธี แล้วแต่ความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล บางคนเมื่อได้ลองฝึกทำสมาธิ ก็มีจิตใจที่ปลอดโปร่งโล่งเบาสบายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน คิดไอเดียออกง่ายขึ้น และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีสติมากขึ้น บางคนอาจใช้วิธีสวดมนต์ หรือทำงานอดิเรกที่ตนเองชอบ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใจ

4. ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย

การออกกำลังกายที่ดี คือการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเลือกชนิดให้เหมาะสมกับร่างกาย เช่น หากมีอาการบาดเจ็บที่เข่าในช่วงนี้ ก็ใช้วิธีว่ายน้ำออกกำลังกาย เมื่อหายดีก็วิ่งออกกำลังกายสลับกับโยคะ และปั่นจักรยาน แน่นอนว่าการออกกำลังกายนั้นมีผลดีกับร่างกายอย่างมาก แต่หากเลือกวิธีที่ไม่เหมาะกับตัวเอง และหักโหมมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ได้เช่นกัน และอย่าลืมที่จะแบ่งเวลามาออกกำลังกายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน หรือจะออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ก็ได้

5. แบ่งเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว

เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีอย่างยั่งยืน

หลายคนมองข้ามการให้เวลากับตัวเองและครอบครัว มัวแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่ได้พักผ่อนหรือมีเวลามากพอที่จะมองเห็นและรับกำลังใจจากตัวเองและคนรอบข้าง เชื่อหรือไม่ว่าการให้เวลากับตัวเอง ให้ได้ทำอะไรที่อยากทำ การให้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงและคนที่คุณรัก จะช่วยสร้างพลังงานใหม่ ๆ เพื่อให้มีแรงกำลังสู้ต่อไปได้เป็นอย่างดี

เมื่อใส่ใจที่จะดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพจิตใจกันด้วย เพราะสุขภาพจิตที่ดี ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของตัวเองดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเผื่อแผ่พลังบวกและพลังใจส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย รู้เคล็ดลับดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ทดลองเอาไปทำตามกันได้ทันที เพราะเราอยากให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจที่ดีอยู่เสมอ และตลอดไป