Categoryไม่เข้าหมวด

ทำงานมาหลายปี ทำไมถึงไม่มีเงินเก็บเหมือนคนอื่นบ้าง

ไหนมีใครทำงานมา 5 ปีแล้วยังไม่มีเงินเก็บในบัญชีบ้าง ไม่ต้องยกมือแค่คุณรู้อยู่ในใจของคุณคนเดียวก็พอ จากคำถามข้างต้นทำไมต้องทำงาน 5 ปี ก็เพราะคนส่วนใหญ่ เมื่อได้งาน เริ่มมีเงินเดือน ในปี 2 ปีแรกยังสนุกกับการใช้เงินที่หามาได้จากการทำงานอยู่น่ะสิ บางคนรู้สึกตัวไวหน่อยพอเริ่มเข้าสู่ปีที่ 3 ก็จะเริ่มเก็บเงินเพราะอยากได้บ้าน อยากได้รถกันแล้ว แต่ก็มีไม่น้อยที่ทำงานได้เงินมาก็ใช้จ่ายทำงานเป็นสิบปี ไม่มีเงินเก็บเลยก็มี วันนี้เราจะมาเปิดประเด็นแบบเจาะลึกว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราไม่มีเงินเก็บเหมือนคนอื่นเขา

ไม่วางแผนชีวิต

เหตุผลแรกเลยที่ทำให้หลายคนพลาดคือ การไม่รู้จักวางแผนอนาคตให้ตัวเอง เชื่อไหมว่าบางคนเรียนจบมาทำงาน ก็ทำไปวัน ๆ ไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเลย กินเที่ยวไปวัน ๆ บางคนก็อ้างว่าไม่มีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งความจริงแล้วถ้าคนที่คิดได้คิดเป็น ภาระหน้าที่ที่ต้องตอบแทนบุพการีที่เขาส่งเสียเลี้ยงดูจนเรียนจบ หรือแม้แต่การรับผิดชอบตัวเองในยามเจ็บป่วยหรือแก่เฒ่า หรือการวางแผนเผื่อยามฉุกเฉิน ทุกอย่างที่ว่ามาล้วนเป็นภาระหน้าที่ที่คนธรรมดาทั่วไปควรต้องทำถ้าไม่อยากลำบากตอนแก่ ก็ต้องวางแผนการเก็บเงินตั้งแต่อายุยังน้อย

เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็สิ้นเดือน…เดี๋ยวเงินเดือนก็ออก

เมื่อทำงานมีรายได้เป็นเงินเดือนในทุก ๆ สิ้นเดือนเลยใช้จ่ายแบบสบายไม่ต้องคิดมากเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็สิ้นเดือน…เดี๋ยวเงินเดือนก็ออก มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น ถ้าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่คุณไม่มีเงินเก็บ

เหลือใช้แล้วค่อยเก็บ

100% ของคนที่คิดแบบนี้ จะมีเงินไม่พอใช้และไม่เคยมีเงินเก็บ เพราะธรรมชาติของคนเราเมื่อมีเงินในมือ ไม่ว่าใครก็มักใช้เกลี้ยงแน่นอน ดังนั้นถ้าอยากมีเงินเก็บต้องแบ่งเก็บก่อนใช้ จึงจะช่วยให้คุณมีเงินเก็บได้

ตกหลุมพรางทางการตลาด

อะไรคือหลุมพราง บัตรเครดิตที่รูดไว้ก่อนค่อยผ่อนทีหลัง ของลดราคาที่ใช้ไม่ใช้ไม่เป็นไรซื้อไว้ก่อนตอนนี้กำลังลดราคา ของมันต้องมี เพื่อนมีฉันก็ต้องมีบ้าง สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้คุณอยากได้อยากมีจนลืมนึกไปว่า สิ่งเหล่านั้นเราเสียเงินซื้อไปเพื่อสนองความต้องการของตัวคุณเองและสังคมรอบข้าง หากไม่มีเหมือนใครเขาก็กลัวอาย กลัวน้อยหน้า แต่หารู้ไม่ว่าคุณกำลังตกหลุมพรางของการตลาดเข้าอย่างจัง และมีหลายต่อหลายครั้งที่ซื้อไปแทบไม่เคยจะหยิบเอามาใช้เลยด้วยซ้ำ

มีความสุขกับปัจจุบัน

ฟังดูดี มีความสุขกับปัจจุบัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เคยไหมวันนี้ทำงานอยู่ดี ๆ พรุ่งนี้เกิดป่วยโดยไม่คาดคิด แต่ถ้าไม่ใช่แค่การป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นการป่วยที่ต้องใช้เงินรักษา หรือเขาให้ออกจากงานกะทันหันล่ะ เมื่อวานยังทำงานได้ แต่วันนี้ไม่มีงานทำแล้ว จะทำอย่างไร เข้าใจว่าทำงานเหนื่อยมันก็ต้องมีบ้างในการให้รางวัลกับตัวเอง ใช่…ข้อนี้ไม่ผิด แต่ต้องมีความพอดีพอประมาณ แบ่งความสุขจากการได้กินได้ใช้มาเป็นเงินเก็บบ้าง อย่างน้อยก็อุ่นใจที่ยังมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หากไม่เกิดอะไรขึ้นก็ถือเป็นเงินเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ คิดแบบนี้จะดีกว่าไหม

คงไม่มีใครที่อยากลำบากตอนแก่ ในวัยที่เรายังมีแรงมีกำลังสามารถทำงานหาเงินได้ก็แบ่งเก็บแต่เริ่มต้น เพราะเราไม่รู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีเงินสำรองไว้ดีกว่าไม่มีเงิน ที่สำคัญการมีเงินเก็บทำให้เรามีทางเลือกมากกว่าการไม่มีเงินเก็บเลย ดังคำที่ว่ามีเงินเดือนสูงเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับมีเงินเก็บเท่าไหร่ ประโยคนี้ไม่ได้เป็นแค่คำพูดไว้เท่ ๆ อีกต่อไป แต่มันคือเรื่องจริงที่คนใช้ชีวิตแบบฉลาดเขาใช้กัน

เหตุผลที่ความร้ายสามารถเปลี่ยนมาเป็นความรักได้

เหตุผลที่ความร้ายสามารถเปลี่ยนมาเป็นความรักได้

คุณคงเคยดูละครมาบ้างแล้ว บางเรื่องที่พระเอกได้จับนางเอกขังไว้แล้วไปทรมานนางเอกจนเกิดความลำบาก แล้วคุณเกิดความสงสัยว่า ทำไมนางเอกไม่แจ้งความดำเนินคดีกับพระเอก แต่กลับตกหลุมรักอย่างมีความสุข ซึ่งเรื่องราวถึงร้ายก็รักจากบทละครมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เพราะมีหลักจิตวิทยาได้อธิบาย ดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ 1 ตัวประกันคล้อยตามผู้ร้าย

การที่ตัวประกันได้คล้อยตามผู้ร้าย ทางจิตวิทยาหรือนักจิตแพทย์ชาวอเมริกัน แฟรงค์ ออซเบิร์ก ได้กล่าวไว้ว่าเป็น สต็อกโฮล์ม ซินโดรม (Stockholm Syndrome) คือ อาการทางจิตอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวประกันคล้อยตามผู้ร้าย ซึ่งมีความเป็นมาจากกรณีโจรปล้นธนาคารที่กรุงสตอกโฮล์มแล้วปล้นไม่สำเร็จ ก็เลยจับตัวประกันไป 4 คน ปรากฏว่าหลังจากที่ได้ประกันไว้เพียง 4 วัน มีการต่อรองเพื่อปล่อยตัวประกัน เมื่อได้ปล่อยตัวประกันทั้ง 4 คนแล้ว ไม่มีใครสักคนที่ให้ร้ายกับผู้ร้าย แต่กลับไประดมทุนเพื่อจะไปช่วยเหลือคดี ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวประกันกับคนร้ายเกิดความผูกพันซึ่งมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น คนร้ายหน้าตาดี คนร้ายเริ่มเอาใจใส่เหยื่อหลังจากที่ได้ทรมานเหยื่อ ทางจิตวิทยากล่าวไว้ว่า เป็นกระบวนการเอาตัวรอด ถ้าตัวประกันต่อต้านผู้ร้ายก็จะเป็นภัยคุกคามจนถูกทำร้ายมากขึ้น จึงต้องทำตัวให้เป็นพวกเดียวกันกับผู้ร้าย ก็จะไม่เป็นภัยอีกต่อไป
คนปกติก็สามารถเกิดความรักจากความร้ายได้ สังเกตได้จากสามีทำร้ายภรรยามากหรือทุบตีตลอดเวลา แต่ภรรยากลับปกป้องสามีและยังแก้ต่างให้ตลอด

เหตุผลที่ 2 ผู้ร้ายหลงรักตัวประกัน

กรณีที่ผู้ร้ายเป็นฝ่ายที่เห็นใจตัวประกัน เรียกว่า ลิม่า ซินโดรม (Lima Syndrome) ซึ่งเป็นอาการทางจิตที่ผู้ร้ายมีความรู้สึกเห็นใจตัวประกัน โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นที่ลิม่า ประเทศเปรู เมื่อสถานทูตญี่ปุ่นได้มีการจัดงานเลี้ยง ปรากฏว่าได้จับตัวประกัน 100 กว่าคนหรือทั้งงานเลี้ยง และได้นำไปทรมาน ไม่ถึงหนึ่งวัน หลังจากนั้น ผู้ร้ายได้กลับใจไม่ทำร้ายตัวประกัน แถมยังให้อาหารและเครื่องดื่ม หรือในกรณีที่มีคนร้ายหลายคน ก็จะเกลี้ยกล่อมคนร้ายคนอื่นเพื่อให้ปล่อยตัวประกันทั้งหมดไป ยอมให้ตำรวจจับ ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น ไม่อยากทรมานคนบริสุทธิ์ การอยู่ใกล้ชิดกับตัวประกันเกิดความผูกพัน ตัวประกันมีความน่าสงสาร อาจจะเป็นเด็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์และผู้หญิงสวย รวมถึงการตกหลุมรักตัวประกัน บางทีถึงขั้นพาหนีไปแต่งงานคล้ายในละคร แสดงให้เห็นว่า ผู้ร้ายไม่ได้ร้ายจริงและยังมีคุณธรรม แต่จำเป็นต้องทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง

ความรักไม่มีเหตุผล แม้แต่ความร้ายก็สามารถเปลี่ยนเป็นความรักได้ โดยเฉพาะอาการทางจิตอย่างหนึ่งที่ทางจิตวิทยาได้กล่าวไว้ข้างต้น ทั้ง สต็อกโฮล์ม ซินโดรม และ ลิม่า ซินโดรม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นี่เป็นการอธิบายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น การจะทำให้คนอื่นมารักเรานั้น ต้องเริ่มจากทัศนคติและการปฏิบัติที่ดีต่อกัน จึงจะเป็นรักแท้และยั่งยืน ในทางตรงกันข้าม หากจะทำร้ายใครเพื่อหวังให้เขามารักเราได้เหมือนฉากในละครแล้ว พระเอกต้องถูกกฎหมายจัดการเสียก่อนแน่นอน

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้คนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบได้

ความเกรงใจเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรจะมีเพราะจะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในทางตรงข้ามหากไม่มีความเกรงใจเลย ก็จะนำไปสู่การกระทบกระทั่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากความเกรงใจแบบไม่มีเหตุผลหรือมากเกินไป ก็จะเป็นการเปิดช่องทางให้คนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบได้ โดยเฉพาะคนไทยมีนิสัยขี้เกรงใจเป็นทุนเดิม จึงมักจะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” เพราะปฏิเสธไม่เป็น ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องปฏิเสธจนถึงขั้นตัวเองต้องเดือดร้อน

ความเกรงใจ มี 2 สาเหตุ คือ สาเหตุแรก เกิดจากความรัก ทำให้ไม่อยากปฏิเสธเพราะปรารถนาให้เขามีความสุขหรือไม่รู้สึกเสียใจ สาเหตุที่สอง เกิดจากความกลัวว่าเขาจะไม่รัก เกลียดหรือกลัวถูกตำหนิ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกวิธีเกรงใจอย่างสมดุล ดังต่อไปนี้

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล

วิธีแรก ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะเกรงใจ

เริ่มต้นด้วยการคิดว่า ทำไมต้องเกรงใจผู้อื่น เพราะรู้สึกรักเขาหรือกลัวว่าเขาไม่รัก การตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้เพื่อช่วยให้คุณตอบคำถามให้กับตัวเองได้ และตัดสินใจที่จะเกรงใจหรือไม่เกรงใจง่ายขึ้น

วิธีที่ 2 สังเกตว่าการเกรงใจก่อประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นหรือไม่

การมองว่าสิ่งที่กำลังจะเกรงใจเป็นประโยชน์หรือไม่ เช่น ช่วงนี้งานยุ่งมากแต่เพื่อนชวนไปดูคอนเสิร์ต ถ้าเป็นเช่นนี้ควรจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลหรือถนอมน้ำใจและหลีกเลี่ยงการปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยเพื่อรักษามิตรภาพ ด้วยการพูดว่า ช่วงนี้ต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อนหรือถ้ามีคนรู้จักชวนซื้อวิตามินเสริม หากสุขภาพไม่ดีจริง เป็นจังหวะที่ดีที่จะอุดหนุนเขาซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งเขาและเรา ในทางตรงข้ามถ้าคุณสุขภาพดีอยู่แล้ว เขาชวนซื้อก็ควรปฏิเสธไป ซื้อไปก็ไม่ก่อประโยชน์ให้กับตัวเองแต่อย่างใด

วิธีที่ 3 สังเกตว่าการเกรงใจเกิดโทษให้กับตัวเองและผู้อื่นหรือไม่

สิ่งที่เกิดโทษ เช่น สุขภาพไม่ดีแต่เกรงใจเพื่อนที่ชวนไปดื่มสุรา ก็จะทำให้สุขภาพของตัวเองแย่ลงได้ มีเพื่อนชวนลงทุนแต่คุณรู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปและไม่มั่นใจที่จะลงทุน เพื่อนขอลอกข้อสอบแต่เกรงใจจึงให้ลอกได้ก็จะเกิดโทษทั้งผู้ให้ลอกและผู้ลอก สิ่งเหล่านี้จะดีกว่าที่จะปฏิเสธไปเลย และไม่ต้องคิดมากว่า ถ้าไม่ตามเพื่อนแล้วเขาจะเลิกคบเรา เนื่องจากเป็นความเกรงใจที่เสียประโยชน์และนำมาซึ่งความเสียหายนั่นเอง

สำหรับบางเรื่องก็ไม่ควรปฏิเสธแต่อาจจะยื่นข้อเสนอต่อรอง เช่น มีคนเคยช่วยเหลือเกื้อกูลเรามาก่อน แต่เมื่อถึงคราวที่เขาลำบากแล้วมาขอยืมเงิน เราก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้ ถ้าเขาขอหนึ่งแสนแต่เรามีแค่หลักหมื่น ก็ต่อรองว่าไม่สามารถให้ตามจำนวนที่ขอได้ แต่จะให้ในระดับที่เราช่วยเหลือได้เท่านั้น ดังนั้น วิธีที่ได้กล่าวข้างต้น บ่งบอกการมีจุดยืนในการเกรงใจอย่างสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี เพื่อป้องกันคนเอาเปรียบได้อย่างดีเลยทีเดียว

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

วิธีการที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นคนรวยได้ ต้องเริ่มมาจากการเปลี่ยนวิธีคิดให้เหมาะสม ตามแบบอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในการมีความมั่งคั่ง

เราได้จึงรวบรวมวิธีการคิดและแนวทางการใช้ชีวิตแบบคนรวย มาให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้มีฐานะที่ดีได้ยิ่งขึ้นในปีนี้ มาฝากกัน ดังนี้

1. เลือกงานเสี่ยงที่สร้างความร่ำรวย

เลือกงานที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าเดิม แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากงานประจำที่ทำในรูปแบบบริษัท เป็นลูกจ้างรับงานตามคำสั่งคนอื่น ไปเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ใช้ความสามารถของคุณมากขึ้น แต่ก็มีผลตอบแทนที่มากขึ้นตาม เช่น หากคุณมีความสามารถในการพูดและการแสดงออก ก็สามารถที่จะไปเป็นไลฟ์โค้ชในช่อง Youtube, Instagram หรือ Facebook ได้ ซึ่งเทคโนโลยีรุ่นใหม่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย และยังมีรายได้หลายช่องทาง เช่น จากการโฆษณาของ Youtube หรือการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า

2. ควบคุมรายจ่ายให้ดียิ่งขึ้น

การสร้างรายได้ที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากจะมีเหลือเก็บให้มากขึ้น ต้องทำควบคู่กับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยการทำตารางบัญชีควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน คนส่วนใหญ่มักไม่บันทึกรายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ไอที การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ จึงทำให้เงินทองรั่วไหลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายกับขนมและน้ำอัดลม เป็นสิ่งที่พบบ่อยกับคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้สิ้นเปลืองและยังทำให้ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ได้ด้วย

3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

ควรเลือกคบคนที่ช่วยให้คุณก้าวสู่เป้าหมายได้มากขึ้น คนรวยจะรู้จักเลือกคบเพื่อนที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจถึงกันได้ ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสามารถต่อยอดสร้างความมั่งคั่งร่วมกันได้

คนที่ทำงานคนเดียวโดดเดี่ยว มักจะประสบความสำเร็จช้าและทำให้ย่อท้อต่อเป้าหมายที่วางไว้ และยังขาดที่ปรึกษาในการแก้ไขปัญหาต่างๆอีกด้วย

4. ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

คนรวยจะมีเป้าหมายชีวิต ทั้งด้านความเติบโตของธุรกิจและรายได้ในระยะสั้น กลางและยาว เพื่อที่จะออกแบบตารางกิจกรรมแต่ละวันอย่างมีทิศทางและมีการประเมินผลการปฏิบัติของตัวเอง ว่าสามารถทำได้สมดั่งที่ตั้งใจไว้หรือไม่หากมีปัญหาหรือจุดบกพร่องส่วนใด ก็จะสามารถทำการปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

หากอยากเป็นคนรวยในปีนี้ เริ่มได้ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิตประจำวัน การบริหารการเงินและการเลือกงานที่ทำ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ก้าวสู่ความร่ำรวยโดยเร็ว

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

ฮวงจุ้ยประตูบ้านแบบไหนรับทรัพย์ อยากรวยต้องอ่าน

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเป็นความเชื่อที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับประตูบ้านที่ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความร่ำรวย ซึ่งหมายถึงการเจริญในหน้าที่การงาน โชคลาภและ การเสี่ยงโชคต่าง ๆ ที่จะนำความมั่งคั่งเข้ามาทางประตูบ้านด้วย

เราจึงได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้านมาฝากกัน ดังนี้

1. ใช้ประตูหน้าบ้านเป็นทางหลัก

บ้านทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านที่ออกแบบเอง ส่วนใหญ่จะมี 2 ประตู คือ ด้านหน้าและด้านข้าง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ควรใช้ประตูด้านหน้าเป็นทางเข้าออกหลัก และเปิดกว้างไว้ตลอดเวลาเพื่อรับพลังงานที่ดี สร้างความสดใสให้แก่บ้าน เรียกว่าเชิญชวนให้มีทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้านตลอดปี

2. ใส่ใจความใหม่และสะอาด

โดยทั่วไปคนเรามักเน้นทำความสะอาดด้วยการกวาดถู ปัดฝุ่น กำจัดหยากไย่ และอาจมีการทาสีบ้านใหม่ เพื่อให้ดูสดใสขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่มักละเลย คือการทำความสะอาดประตูบ้านให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งต้องคอยซ่อมแซมรอยถลอก แก้ไขรอยบิ่น ทาสีทับใหม่ ฯลฯ ไม่ควรปล่อยให้ประตูหน้าบ้านดูโทรมเก่าผุพัง เพราะเท่ากับเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี พลังงานด้านลบจะเข้ามา ส่งผลต่อความเศร้าหมองในบ้าน และยังขัดขวางเส้นทางการรับทรัพย์ด้วย

3. วางกระถางต้นไม้เรียกโชคลาภ

ต้นไม้ที่นิยมปลูกในกระถางวางตำแหน่งข้างประตูซ้ายขวา จะช่วยเรียกโชคลาภ เพิ่มทรัพย์สินให้เจ้าของบ้านได้ เช่น ต้นว่านสี่ทิศ ต้นโป๊ยเซียน ต้นวาสนา ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ต้องมีการดูแลอย่างดี รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดใบเหลืองหรือที่เหี่ยวเฉาออกตลอดเวลา จะช่วยให้บรรยากาศสดใส ให้พลังงานดีไหลเวียนเข้ามาในบ้าน เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงโชคหรือต้องเจรจาธุรกิจ จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จราบรื่นยิ่งขึ้น

4. ประตูบ้านด้านหน้ากับด้านหลังไม่ควรตรงกัน

ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากประตูด้านหน้าและหลังบ้านตรงกันเป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้เก็บเงินทองได้ไม่อยู่ (รับเงินเข้าแล้ว ก็มีเหตุให้ต้องจ่ายเงินออกง่าย) วิธีการแก้ฮวงจุ้ย คือ การวางโต๊ะกลมขวางไว้หรือ ติดม่าน ใส่ฉากกั้นบังตา ก็ได้เช่นกัน

5. ทิศทางของประตู

หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่า ผู้ที่อยากมีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทองยาวนาน ควรเลือกทิศทางประตูบ้าน ดังนี้

ทิศใต้ จะช่วยเสริมดวงให้มียศตำแหน่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และควรใช้สีประตูเป็นสีโทนแดงส้ม

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเสริมความมั่งคั่งความร่ำรวย เหมาะกับผู้ทำธุรกิจส่วนตัวหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะช่วยเสริมสร้างความก้าวหน้าในงานที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ จะทำให้การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แม้แต่เรื่องของประตูบ้านก็มีการแนะนำรูปแบบที่ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความมั่งคั่งให้กับผู้อยู่อาศัยได้

ฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้าน