CategoryUncategorized

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้คนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบได้

ความเกรงใจเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรจะมีเพราะจะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในทางตรงข้ามหากไม่มีความเกรงใจเลย ก็จะนำไปสู่การกระทบกระทั่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากความเกรงใจแบบไม่มีเหตุผลหรือมากเกินไป ก็จะเป็นการเปิดช่องทางให้คนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบได้ โดยเฉพาะคนไทยมีนิสัยขี้เกรงใจเป็นทุนเดิม จึงมักจะพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” เพราะปฏิเสธไม่เป็น ทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องปฏิเสธจนถึงขั้นตัวเองต้องเดือดร้อน

ความเกรงใจ มี 2 สาเหตุ คือ สาเหตุแรก เกิดจากความรัก ทำให้ไม่อยากปฏิเสธเพราะปรารถนาให้เขามีความสุขหรือไม่รู้สึกเสียใจ สาเหตุที่สอง เกิดจากความกลัวว่าเขาจะไม่รัก เกลียดหรือกลัวถูกตำหนิ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกวิธีเกรงใจอย่างสมดุล ดังต่อไปนี้

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล

วิธีแรก ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะเกรงใจ

เริ่มต้นด้วยการคิดว่า ทำไมต้องเกรงใจผู้อื่น เพราะรู้สึกรักเขาหรือกลัวว่าเขาไม่รัก การตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้เพื่อช่วยให้คุณตอบคำถามให้กับตัวเองได้ และตัดสินใจที่จะเกรงใจหรือไม่เกรงใจง่ายขึ้น

วิธีที่ 2 สังเกตว่าการเกรงใจก่อประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นหรือไม่

การมองว่าสิ่งที่กำลังจะเกรงใจเป็นประโยชน์หรือไม่ เช่น ช่วงนี้งานยุ่งมากแต่เพื่อนชวนไปดูคอนเสิร์ต ถ้าเป็นเช่นนี้ควรจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลหรือถนอมน้ำใจและหลีกเลี่ยงการปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยเพื่อรักษามิตรภาพ ด้วยการพูดว่า ช่วงนี้ต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อนหรือถ้ามีคนรู้จักชวนซื้อวิตามินเสริม หากสุขภาพไม่ดีจริง เป็นจังหวะที่ดีที่จะอุดหนุนเขาซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งเขาและเรา ในทางตรงข้ามถ้าคุณสุขภาพดีอยู่แล้ว เขาชวนซื้อก็ควรปฏิเสธไป ซื้อไปก็ไม่ก่อประโยชน์ให้กับตัวเองแต่อย่างใด

วิธีที่ 3 สังเกตว่าการเกรงใจเกิดโทษให้กับตัวเองและผู้อื่นหรือไม่

สิ่งที่เกิดโทษ เช่น สุขภาพไม่ดีแต่เกรงใจเพื่อนที่ชวนไปดื่มสุรา ก็จะทำให้สุขภาพของตัวเองแย่ลงได้ มีเพื่อนชวนลงทุนแต่คุณรู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปและไม่มั่นใจที่จะลงทุน เพื่อนขอลอกข้อสอบแต่เกรงใจจึงให้ลอกได้ก็จะเกิดโทษทั้งผู้ให้ลอกและผู้ลอก สิ่งเหล่านี้จะดีกว่าที่จะปฏิเสธไปเลย และไม่ต้องคิดมากว่า ถ้าไม่ตามเพื่อนแล้วเขาจะเลิกคบเรา เนื่องจากเป็นความเกรงใจที่เสียประโยชน์และนำมาซึ่งความเสียหายนั่นเอง

สำหรับบางเรื่องก็ไม่ควรปฏิเสธแต่อาจจะยื่นข้อเสนอต่อรอง เช่น มีคนเคยช่วยเหลือเกื้อกูลเรามาก่อน แต่เมื่อถึงคราวที่เขาลำบากแล้วมาขอยืมเงิน เราก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้ ถ้าเขาขอหนึ่งแสนแต่เรามีแค่หลักหมื่น ก็ต่อรองว่าไม่สามารถให้ตามจำนวนที่ขอได้ แต่จะให้ในระดับที่เราช่วยเหลือได้เท่านั้น ดังนั้น วิธีที่ได้กล่าวข้างต้น บ่งบอกการมีจุดยืนในการเกรงใจอย่างสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี เพื่อป้องกันคนเอาเปรียบได้อย่างดีเลยทีเดียว

วิธีเกรงใจอย่างสมดุล

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

วิธีการที่จะเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นคนรวยได้ ต้องเริ่มมาจากการเปลี่ยนวิธีคิดให้เหมาะสม ตามแบบอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในการมีความมั่งคั่ง

เราได้จึงรวบรวมวิธีการคิดและแนวทางการใช้ชีวิตแบบคนรวย มาให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้มีฐานะที่ดีได้ยิ่งขึ้นในปีนี้ มาฝากกัน ดังนี้

1. เลือกงานเสี่ยงที่สร้างความร่ำรวย

เลือกงานที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าเดิม แม้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากงานประจำที่ทำในรูปแบบบริษัท เป็นลูกจ้างรับงานตามคำสั่งคนอื่น ไปเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ใช้ความสามารถของคุณมากขึ้น แต่ก็มีผลตอบแทนที่มากขึ้นตาม เช่น หากคุณมีความสามารถในการพูดและการแสดงออก ก็สามารถที่จะไปเป็นไลฟ์โค้ชในช่อง Youtube, Instagram หรือ Facebook ได้ ซึ่งเทคโนโลยีรุ่นใหม่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่าย และยังมีรายได้หลายช่องทาง เช่น จากการโฆษณาของ Youtube หรือการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า

2. ควบคุมรายจ่ายให้ดียิ่งขึ้น

การสร้างรายได้ที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากจะมีเหลือเก็บให้มากขึ้น ต้องทำควบคู่กับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยการทำตารางบัญชีควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน คนส่วนใหญ่มักไม่บันทึกรายจ่ายฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น การเปลี่ยนอุปกรณ์ไอที การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ จึงทำให้เงินทองรั่วไหลเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ การใช้จ่ายกับขนมและน้ำอัดลม เป็นสิ่งที่พบบ่อยกับคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้สิ้นเปลืองและยังทำให้ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ได้ด้วย

3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

ควรเลือกคบคนที่ช่วยให้คุณก้าวสู่เป้าหมายได้มากขึ้น คนรวยจะรู้จักเลือกคบเพื่อนที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจถึงกันได้ ทำให้ลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสามารถต่อยอดสร้างความมั่งคั่งร่วมกันได้

คนที่ทำงานคนเดียวโดดเดี่ยว มักจะประสบความสำเร็จช้าและทำให้ย่อท้อต่อเป้าหมายที่วางไว้ และยังขาดที่ปรึกษาในการแก้ไขปัญหาต่างๆอีกด้วย

4. ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

คนรวยจะมีเป้าหมายชีวิต ทั้งด้านความเติบโตของธุรกิจและรายได้ในระยะสั้น กลางและยาว เพื่อที่จะออกแบบตารางกิจกรรมแต่ละวันอย่างมีทิศทางและมีการประเมินผลการปฏิบัติของตัวเอง ว่าสามารถทำได้สมดั่งที่ตั้งใจไว้หรือไม่หากมีปัญหาหรือจุดบกพร่องส่วนใด ก็จะสามารถทำการปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

หากอยากเป็นคนรวยในปีนี้ เริ่มได้ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิตประจำวัน การบริหารการเงินและการเลือกงานที่ทำ หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ก้าวสู่ความร่ำรวยโดยเร็ว

อยากเป็นคนรวยในปีนี้ ทำอย่างไรดี

ฮวงจุ้ยประตูบ้านแบบไหนรับทรัพย์ อยากรวยต้องอ่าน

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเป็นความเชื่อที่มีมายาวนาน โดยเฉพาะเกี่ยวกับประตูบ้านที่ถือได้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความร่ำรวย ซึ่งหมายถึงการเจริญในหน้าที่การงาน โชคลาภและ การเสี่ยงโชคต่าง ๆ ที่จะนำความมั่งคั่งเข้ามาทางประตูบ้านด้วย

เราจึงได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้านมาฝากกัน ดังนี้

1. ใช้ประตูหน้าบ้านเป็นทางหลัก

บ้านทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านที่ออกแบบเอง ส่วนใหญ่จะมี 2 ประตู คือ ด้านหน้าและด้านข้าง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ควรใช้ประตูด้านหน้าเป็นทางเข้าออกหลัก และเปิดกว้างไว้ตลอดเวลาเพื่อรับพลังงานที่ดี สร้างความสดใสให้แก่บ้าน เรียกว่าเชิญชวนให้มีทรัพย์สินเงินทองเข้าบ้านตลอดปี

2. ใส่ใจความใหม่และสะอาด

โดยทั่วไปคนเรามักเน้นทำความสะอาดด้วยการกวาดถู ปัดฝุ่น กำจัดหยากไย่ และอาจมีการทาสีบ้านใหม่ เพื่อให้ดูสดใสขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ที่มักละเลย คือการทำความสะอาดประตูบ้านให้แลดูใหม่อยู่เสมอ ทั้งต้องคอยซ่อมแซมรอยถลอก แก้ไขรอยบิ่น ทาสีทับใหม่ ฯลฯ ไม่ควรปล่อยให้ประตูหน้าบ้านดูโทรมเก่าผุพัง เพราะเท่ากับเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี พลังงานด้านลบจะเข้ามา ส่งผลต่อความเศร้าหมองในบ้าน และยังขัดขวางเส้นทางการรับทรัพย์ด้วย

3. วางกระถางต้นไม้เรียกโชคลาภ

ต้นไม้ที่นิยมปลูกในกระถางวางตำแหน่งข้างประตูซ้ายขวา จะช่วยเรียกโชคลาภ เพิ่มทรัพย์สินให้เจ้าของบ้านได้ เช่น ต้นว่านสี่ทิศ ต้นโป๊ยเซียน ต้นวาสนา ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ต้องมีการดูแลอย่างดี รดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดใบเหลืองหรือที่เหี่ยวเฉาออกตลอดเวลา จะช่วยให้บรรยากาศสดใส ให้พลังงานดีไหลเวียนเข้ามาในบ้าน เหมาะกับผู้ที่ทำงานเสี่ยงโชคหรือต้องเจรจาธุรกิจ จะมีโอกาสประสบผลสำเร็จราบรื่นยิ่งขึ้น

4. ประตูบ้านด้านหน้ากับด้านหลังไม่ควรตรงกัน

ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย หากประตูด้านหน้าและหลังบ้านตรงกันเป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้เก็บเงินทองได้ไม่อยู่ (รับเงินเข้าแล้ว ก็มีเหตุให้ต้องจ่ายเงินออกง่าย) วิธีการแก้ฮวงจุ้ย คือ การวางโต๊ะกลมขวางไว้หรือ ติดม่าน ใส่ฉากกั้นบังตา ก็ได้เช่นกัน

5. ทิศทางของประตู

หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่า ผู้ที่อยากมีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงเงินทองยาวนาน ควรเลือกทิศทางประตูบ้าน ดังนี้

ทิศใต้ จะช่วยเสริมดวงให้มียศตำแหน่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และควรใช้สีประตูเป็นสีโทนแดงส้ม

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเสริมความมั่งคั่งความร่ำรวย เหมาะกับผู้ทำธุรกิจส่วนตัวหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะช่วยเสริมสร้างความก้าวหน้าในงานที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ จะทำให้การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แม้แต่เรื่องของประตูบ้านก็มีการแนะนำรูปแบบที่ดี เพื่อช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความมั่งคั่งให้กับผู้อยู่อาศัยได้

ฮวงจุ้ยในการดูแลประตูบ้าน