Author: Nicholas Edwards

5 วิธี ทำความดีได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องรอใครมาเห็น

การทำความดีคุณสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเห็นก็มีความสุขได้ เพราะทุกช่วงชีวิตของคุณทำดีได้อยู่เสมอ และถ้าคุณทำดีได้จนเหมือนเป็นกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน จะยิ่งทำให้สังคมนี้น่าอยู่มากขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำ 5 วิธีที่จะทำให้คุณสามารถทำดีได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องรอให้ใครมาเห็น ดังนี้

1.บริจาคของไม่ใช้แล้ว
การทำความดีแรกเป็นวิธีแบบง่าย ๆ คือ การบริจาคสิ่งของที่คุณไม่ได้ใช้แล้วให้กับผู้ยากไร้หรือผู้ที่ด้อยโอกาส เพียงแค่คุณเลือกเสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า หรือของไม่ใช้แล้วที่ยังคงมีสภาพดีอยู่ เป็นสภาพที่สามารถใช้งานได้จริงและจะไม่เสียหายเร็วจนเกินไปเพื่อบริจาคต่อ เท่านี้ก็ถือว่าคุณได้ทำดีไปแล้วขั้นแรก

2.บริจาคอาหารหรือของใช้
การบริจาคอาหารแห้ง เช่น ข้าวสาร, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เครื่องปรุงต่าง ๆ ไข่ และบริจาคของใช้จำเป็นสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้กับผู้ที่ประสบอุทกภัย, ผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในการใช้ชีวิตอย่างหนัก จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการทำดีที่คุณจะสามารถสร้างความสุขให้ได้ทั้งตัวคุณเองและผู้อื่น

3.บริจาคร่างกาย
การบริจาคร่างกายหลังเสียชีวิตแล้ว จะช่วยต่อชีวิตให้กับใครได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา, ไต และอีกหลากหลายส่วนของร่างกาย ที่จะช่วยทำให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความหวังมากยิ่งขึ้น

4.ช่วยเหลือผู้อื่น
การช่วยเหลือผู้อื่น คุณสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย เช่น การช่วยพาเด็กหรือผู้สูงอายุเดินข้ามถนน, การช่วยคนเข็นรถ, การช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ จากอันตราย หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่การเก็บของให้คนอื่นที่ทำหล่นไว้ ก็ถือว่าเป็นความดีที่ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น

5.เป็นพลังบวกให้ผู้อื่น
การเป็นพลังบวกที่ดีให้กับผู้อื่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งการทำความดีด้วยเช่นกัน เพราะถ้าคุณเป็นคนที่คิดดี ทำดี และพูดดีอยู่เสมอ คุณย่อมทำให้คนรอบข้างมีความสุข อยู่ด้วยแล้วเป็นพลังบวกที่ทำให้คนอื่น ๆ คิดดีและทำดีไปด้วย จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องทำดีที่เริ่มต้นได้จากตัวคุณ

สำหรับการทำความดีในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อคนในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยโลกที่เปลี่ยนไป การทำดีในทุก ๆ วันของใครหลายคนจึงจางหายไปตามกาลเวลาและโลกที่ต้องเร่งรีบ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต จึงทำให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีน้ำใจให้กันน้อยลง ดังนั้นถ้าคุณเริ่มทำดีตั้งแต่วันนี้และทำไปทุกวันจนเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณ เชื่อว่าคุณจะเป็นหนึ่งในพลังบวกที่ส่งผลให้คนอื่น ๆ รู้สึกอยากทำความดีตามอย่างแน่นอน

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยกิจกรรมดี ๆ ที่จะทำให้มีความสุขมากขึ้น

เคยได้ยินหรือไม่ว่าหากเราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ หรือความคิดดี ๆ แล้ว ตลอดทั้งวันจะเป็นวันที่ดีและมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นกิจกรรมยามเช้าจึงส่งผลอย่างยิ่งในการทำให้วันนั้น ๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวดีต่อใจ หลายคนจึงให้ความสำคัญกับช่วงเวลายามเช้าเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นลองมาดูกันว่าจะมีกิจกรรมยามเช้าอะไรบ้างที่มักทำให้คุณเจอเรื่องราวดี ๆ ตลอดทั้งวัน

  • จัดที่นอนให้เป็นระเบียบ
    เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าการจัดที่นอนถือเป็นการเริ่มต้นวันที่มีความหมาย แม้หลายคนจะมองว่าการเก็บที่นอนเป็นเรื่องง่ายที่ดูจะไม่มีสาระอะไรมากนัก แต่การเก็บที่นอนให้เป็นระเบียบถือเป็นการทำงานแรกของวันให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นับเป็นการเริ่มต้นวันดี ๆ ที่มีความหมาย
  • เติมความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรด
    นอกจากการดื่มน้ำ 1 แก้วทันทีหลังตื่นนอนแล้ว อย่าลืมเริ่มต้นวันด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรด ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ชา โกโก้ หรือน้ำผักและผลไม้ เพราะเครื่องดื่มดี ๆ จะช่วยทำให้เช้าวันใหม่สดใสยิ่งขึ้น กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และมอบพลังยามเช้าได้เป็นอย่างดี
  • เขียนสิ่งที่ต้องทำแต่ละวัน
    เริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบมีแผนการ ​ แนะนำให้ใช้เวลา 5 นาที เพื่อจดรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน อย่าลืมเรียงลำดับจากสิ่งสำคัญมากไปยังสิ่งที่มีความสำคัญน้อย การจดรายการสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้บริหารจัดการเวลาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่พลาดทำสิ่งสำคัญ
  • นั่งสมาธิ
    เพราะการทำสมาธิจะทำให้เกิดการตระหนักรู้และทำให้มีสติมากขึ้น การนั่งสมาธิช่วงเช้าจึงถือเป็นการเริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยสติและปัญญา อีกทั้งการทำสมาธิจะทำให้มีสติในการทำกิจกรรมต่าง ๆ และพร้อมลุยกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเจอ
  • พูดให้กำลังใจตัวเอง
    เชื่อหรือไม่ว่ากำลังใจจากตนเองเป็นกำลังใจสำคัญที่สุด เพราะสามารถสร้างได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น โดยควรพูดแต่สิ่งดี ๆ และสิ่งที่เพิ่มแรงบันดาลใจ เพื่อให้มีพลังใจจัดการได้ทุกสถานการณ์
  • ยืนเส้นยืดสาย
    หลังจากตื่นเช้าควรแบ่งเวลาเล็กน้อยสัก 5-10 นาที ในการยืดเส้นยืดสาย ประโยชน์คือช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายหลังจากนอนท่าเดิมนาน ๆ ตลอดคืน หรือหากเป็นไปได้แนะนำให้ออกกำลังกายเบา ๆ สัก 20-30 นาที นอกจากเพิ่มความกระฉับกระเฉงแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มด้วย

เมื่อเริ่มต้นด้วยสิ่งดี ๆ ทุกเช้าแล้ว เชื่อว่าเรื่องราวดี ๆ จะตามมาตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองบ่อย ๆ คิดแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี รับรองว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสุขในทุกวันอย่างแน่นอน

เคล็ดลับดูแลสุขภาพในยุคโควิด-19 ระบาดหนัก

ท่ามกลางการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 คนเราเห็นว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา แม้จะทำงานหาเงินมาเก็บไว้มากมาย แต่ถ้าใครลองได้ล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว เงินมากเท่าไรก็ไม่มีความหมาย ถึงเวลาพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่สร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานอาหารสดใหม่และมีประโยชน์ วางแผนออกกำลังกายมากขึ้น นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าลืมข้อสำคัญที่สุดคือป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 โดยเรามีเคล็ดลับมาแนะนำดังต่อไปนี้

1.กินอาหารมีประโยชน์
ร่างกายแข็งแรงเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ทุกเมนูควรมีสารอาหารครบหมู่ รับประทานผักมากขึ้น ผักผลไม้อุดมด้วยแร่ธาตุวิตามิน และกรดอะมิโน ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด คืนพลังความสดชื่น ลองกินอาหารจากพืชและงดเนื้อสัตว์อย่างน้อยสองมื้อต่อสัปดาห์ แนะนำว่าควรเน้นโปรตีนในมื้อเช้า กินแล้วหนักท้อง ช่วยควบคุมความอยากอาหารตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงเนื้อแดง หันมารับประทานปลา ผลไม้ ผัก และพืชตระกูลถั่วล้วนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและสุขภาพโดยรวม ควรลดการบริโภคน้ำตาลโดยเฉพาะน้ำเชื่อมที่มีฟรุกโตสสูง เพราะการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในตับ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ
ทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงพร้อมต่อสู้โรคภัย ช่วยคลายความเครียดและลดอาการซึมเศร้า ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เราควรเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ หากเล่นกีฬาไม่สะดวก ลองพิจารณาวิธีออกกำลังกายอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

  • แอโรบิก อย่างน้อยวันละ 20 นาที
  • เดินอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน
  • ยกน้ำหนักระหว่างดูทีวี 30 นาที
  • กระโดดเชือกเป็นเวลา 15 นาที หลังตื่นและเวลาเย็น

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ แค่วิดพื้น ลุกนั่งอย่างรวดเร็ว เล่นโยคะ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการนั่งหลังขดหลังแข็งที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ๆ ควรลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน 2-3 ต่อชั่วโมง เดินยืดเส้นยืดสายไปรอบ ๆ ส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกสันหลังในระยะยาว

3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนเครียด วิตกกังวลและนอนไม่ค่อยหลับ จำเป็นต้องปรับเวลาการนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในช่วงเย็น หลีกเลี่ยงการงีบหลับระหว่างวัน

สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ยังคงต้องป้องกันตัวเอง การ์ดอย่าตก ทุกคนยังจำเป็นต้องระมัดระวังตัวจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ โดยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร หลีกเลี่ยงฝูงชนและการชุมนุมจำนวนมาก และอยู่บ้านเมื่อรู้สึกไม่สบาย โดยเด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ และหญิงตั้งครรภ์ควรป้องกันตนเองในช่วงที่มีการแพร่ระบาดจากไข้หวัดและเชื้อโรคร้ายแรงต่าง ๆ

3 วิธีการออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน แบบเห็นผลได้จริง

เคยไหมที่พยายามที่จะเก็บเงินให้ได้ในแต่ละเดือนแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ด้วยปัจจัยภายนอกหลาย ๆ อย่างทั้งรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ค่ากิน เป็นต้น หลาย ๆ ครั้งเราก็จะเข้าใจว่าเป็นเพราะว่าเรามีรายจ่ายเยอะจึงไม่เหลือเงินเก็บ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แล้วเราสามารถออมเงินได้ทุก ๆ วัน ไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือน สำหรับคนที่ต้องการออมเงินให้ได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ต้องใช้วิธีการออมเงินดังต่อไปนี้

1.วิธีการแรกคือ การออมเงินด้วยเหรียญ จะเป็นเหรียญมูลค่าใดก็ตามที่เราเหลือติดกระเป๋าในแต่ละวันนั้น ให้นำมาหยอดใส่กระปุกออมสิน ทำเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน นำมาหยอดจนเต็มกระปุกออมสิน เมื่อเต็มแล้วให้เรานำเงินก้อนนี้ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารแบบฝากประจำ สาเหตุที่ต้องนำเข้าบัญชีแบบฝากประจำก็คือ เราจะได้ไม่เผลอนำเงินจำนวนนั้นมาใช้ และเราจะได้สะสมออมเพิ่มเติมไปได้เรื่อย ๆ ด้วย ต้องบอกเลยว่าวิธีนี้แม้ว่าจะเป็นการออมที่ไม่ได้มากในแต่ะครั้ง แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็สะสมได้เป็นหลักพันหลักหมื่นบาทได้ทีเดียว

2.มาต่อกันที่วิธีการที่สอง สำหรับคนชอบลุ้น การออมแบบนี้จะให้ความตื่นเต้นกับผู้ออม ซึ่งก็คือการออมด้วยสลากดิจิทัล เป็นการออมที่เราสามารถทำได้ในทุก ๆ วัน สำหรับมนุษย์เงินเดือน หลังจากที่เงินเดือนออก ให้คำนวณหักรายจ่ายที่จำเป็นทั้งหมดแล้วจึงนำเงินส่วนที่เหลือส่วนหนึ่งไปออมสลากดิจิทัล อาจจะเป็นหลักร้อยหรือหลักพันบาทในแต่ละเดือนตามกำลังที่มี วิธีนี้ก็จะมีระยะเวลากำหนด ช่วยไม่ให้มีการถอนเงินออกมาใช้ได้ง่าย ๆ ถือเป็นวิธีการออมที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง

3.วิธีการที่สามคือการออมเงินด้วยการตั้งบัญชีให้ตัดเงินเข้าบัญชีฝากประจำแบบอัตโนมัติ โดยเราสามารถตั้งไว้ในเรทเงินที่เรายังเหลือสภาพคล่อง เช่น หัก 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท วิธีการนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ควบคุมรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยไม่ค่อยได้ เมื่อเห็นเงินบัญชีก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเป้าหมายในการเก็บเงิน ทำให้ไม่เหลือเงินเก็บในแต่ละเดือน วิธีการตัดเงินเข้าบัญชีฝากประจำตั้งแต่ต้นเดือนจะทำให้สามารถเก็บออมเงินได้ตามเป้าหมาย

ทั้ง 3 วิธีข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการออมเงินอีกหลายวิธี ที่เห็นผลได้จริง แต่มีเคล็ดลับประกอบเล็กน้อยในการออมเงินคือ ต้องมีวินัยในการออมเงิน ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตั้งเป้าหมายการออมเงินให้ชัดเจน ไม่ล้มเลิกกลางคัน เพียงเท่านี้มนุษย์เงินเดือนก็จะมีเงินเก็บออมได้อย่างใจต้องการ

เตือนภัย พฤติกรรมตั้งนาฬิกาปลุกติด ๆ กันทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอยู่ในวัยเรียนและวัยทำงานมักจะชอบตั้งนาฬิกาปลุกตอนเช้ากันแทบทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเรียนหรือไปทำงานสาย แต่หลายคนไม่ได้ตั้งเวลาปลุกเพียงแค่ครั้งเดียว แต่มักตั้งปลุกถี่ ๆ หลายรอบห่างกันครั้งละ 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง เพื่อให้ไม่เผลอตื่นขึ้นมากดปิดแล้วนอนต่อจนตื่นสายนั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า “Snooze” อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม Snooze นี้ ส่งผลเสียต่อร้ายต่อร่างกายและระบบการทำงานของสมองได้มากกว่าที่หลายคนคิด ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาเตือนภัย พฤติกรรมตั้งนาฬิกาปลุกติด ๆ กัน ว่าสามารถทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

Snooze ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?

ปกติแล้ว ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายล้วนมีเวลาทำงานและพักผ่อนในตัวของมันเอง ซึ่งตัวที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “สวิตช์” เปิด-ปิดการทำงานนี้ก็คือ “ฮอร์โมน” ต่าง ๆ ที่ร่างกายผลิตออกมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ในตอนกลางคืน ร่ายกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า “เมลาโทนิน” (Melatonin) เพื่อช่วยในการนอนหลับ ซึ่งก่อนที่เราจะตื่นมาในเช้าวันใหม่ราว 1 ชั่วโมง ร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัวด้วยการลดฮอร์โมน เมลาโทนิน และเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน “คอร์ติซอล” (Cortisol) ที่เป็นเหมือนตัวกระตุ้นการทำงานของทุกส่วนในร่ายกายให้เตรียมพร้อมที่จะตื่นมาทำงานอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือเกิดความผิดปกติ ร่างกายของเราก็จะทำงานตามเวลาอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ทว่าพฤติกรรมการตั้งนาฬิกาปลุกถี่ ๆ ในตอนเช้า ที่เรียกว่า Snooze จะทำลายวงจรการทำงานของร่ายกายที่ว่านี้ เนื่องจากการที่เราตื่นขึ้นแล้วกลับไปนอนต่อแล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกซ้ำ ๆ หลายครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ จะทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จนการหลั่งฮอร์โมนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จนบางครั้งร่างกายของเราอาจไม่ได้รับฮอร์โมน คอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุทีทำให้หลายคนเมื่อตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ขาดความกระปรี้กระเปร่า ไม่มีสมาธิจดจ่อ บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียระหว่างวันได้ง่ายกว่าปกติ

เพราะฉะนั้น หากเราต้องการมีสุขภาพที่ดีและมีการนอนที่สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น เราก็ควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ขอเพียงแค่เราปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายคุ้นชินกับเวลานอนและตื่นนอนแล้ว เราก็แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุกในตอนเช้าอีกต่อไป เพราะร่างกายจะตื่นเองโดยธรรมชาติ แถมยังรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอีกด้วย ต่อให้การดูบอลเมื่อคืนอาจเลยเวลาเข้านอนปรกติของเรา แต่หากร่างกายคุ้นชินกับเวลาตื่นนอนแล้วก็จะไม่มีปัญหากับร่างกายแน่นอน

แหล่งสะสมแบคทีเรียภายในบ้านที่หลายคนมองข้าม

ในช่วงที่เชื้อโรคร้ายกำลังแพร่ระบาดอย่างในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจกับการรักษาความสะอาดภายในบ้านกันมากขึ้น ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวม 5 แหล่งสะสมแบคทีเรียภายในบ้านที่หลายคนมองข้ามมาฝากกัน

ลูกบิดประตู

ถือเป็นจุดเล็ก ๆ อันดับต้น ๆ ที่หลายคนมองข้ามเวลาทำความสะอาดบ้าน เนื่องจากเป็นของที่หลายคนใช้ร่วมกัน ผ่านหลายมือในแต่ละวัน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียชั้นดี แถมเชื้อบางชนิดยังมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์ ซึ่งนานพอที่จะแพร่กระจายจนทำให้คนในบ้านล้มป่วยได้ ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ราวจับบันได

คล้ายกับลูกบิดประตู ซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทุกคนในบ้านใช้งานร่วมกัน จึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชั้นดี ดังนั้น จึงควรทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ หรือหากเราเผลอไปจับราวจับบันไดที่นอกบ้าน เช่น ในห้างฯ หรือบ้านเพื่อน ก็ควรล้างมือด้วยเช่นกัน

ปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส

แน่นอนว่าบ้านไหนที่ประกอบอาหารกินเองบ่อย ๆ สิ่งสกปรกทั้งเชื้อโรค แบคทีเรีย และยีสต์ต่าง ๆ จากอาหารมักจะไปสะสมอยู่บนสิ่งที่เราสัมผัสระหว่างทำอาหาร หนึ่งในนั้นก็คือ ปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส นั่นเอง โดยจากการวิจัยพบว่า บริเวณปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊ส มีโอกาสพบเชื้อราและยีสต์ต่าง ๆ สะสมถึง 27% รวมถึง แบคทีเรียโคลิฟอร์ม 14% ดังนั้น หลังประกอบอาหารทุกครั้งจึงควรล้างทำความสะอาดบริเวณเตาแก๊สและปุ่มเปิด-ปิดเตาแก๊สด้วยนั่นเอง

ก๊อกน้ำ

ถือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมากที่สุดแหล่งหนึ่งในบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะก๊อกน้ำมักจะมีสภาพชื้นแฉะอยู่เสมอ เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและแบคทีเรีย โดยจากการวิจัยพบว่า ก๊อกน้ำ มีโอกาสที่จะพบเชื้อแบคทีเรียสแตฟ ถึง 27% และ แบคทีเรียโคลิฟอร์ม 9% หากต้องการให้น้ำล้างอาหารสด ลูกชิ้นปลา เนื้อสด ผักต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรล้างผ่านเครื่องกรองน้ำอีกทีหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ควรทำอาหารเหล่านั้นไปปรุงสุกก่อนรับประทาน การทานผักสดที่ล้างน้ำจากก๊อกก็เป็นไปได้ว่าจะยังมีคราบสกปรกเหลือติดที่ผิดอยู่เยอะพอสมควร

แปรงสีฟันและแก้วใส่แฟรงสีฟัน

หลายคนมักจะใช้แก้วน้ำหรือภาชนะคล้าย ๆ แก้วสำหรับวางแปรงสีฟันในห้องน้ำ ด้วยสภาพชื้นแฉะ และความอับของห้องน้ำ ทำให้ทั้งแก้วและแปรงสีฟันมักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียหลายชนิด ทั้ง เชื้อราและยีสต์, แบคทีเรียโคลิฟอร์ม, แบคทีเรียสแตฟ, แบคทีเรียอีโคไล ฯลฯ ดังนั้น อย่าลืมเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3 เดือน และหมั่นทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่น หากเป็นไปได้ก็อย่าเก็บแปรงสีฟันไว้ในที่อับชื้นจะดีกว่า

หลายคนมักให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดตามจุดใหญ่ ๆ ภายในบ้าน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ง่าย โดยมองข้ามจุดเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียชั้นดีเหมือนกัน รู้อย่างนี้แล้วมาเริ่มทำความสะอาดจุดต่าง ๆ ดังที่กล่าวมากันตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณและครอบครัวห่างไกลจากเชื้อโรค

แนะ 3 เทคนิค สร้างรายได้จากเรื่องใกล้ตัว

นับตั้งแต่มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบกันอย่างทั่วหน้า ผู้ประกอบการบางแห่งต้องปิดกิจการชั่วคราวเพราะต้องล็อกดาวน์ ลูกจ้างตกงานบ้าง โดนลดเงินเดือนบ้าง ทำให้รายได้ที่เคยมีเพื่อเลี้ยงชีพหายไป มีหลายคนที่ชีวิตสูญสิ้นทุกอย่าง เพราะไม่ได้มีการเตรียมตัวและไม่เคยวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นแบบนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่เจอกับวิกฤตและได้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนจากคนหมดหนทางทำมาหากิน มาสร้างรายได้จากอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ลองมาดูกันว่า เราสามารถสร้างรายได้จากสิ่งใกล้ตัวได้อย่างไรกันบ้าง

1.สร้างเงินจากสิ่งที่เราชื่นชอบ
นาทีนี้หากจะให้ไปเรียนรู้เพื่อหาเทคนิคหรือวิชาความรู้อย่างการเข้าคอร์สเรียน ในรูปแบบเดิม ๆ ยังจะไม่ทันเวลาและสถานการณ์แล้ว เพราะในช่วงที่รายได้หดหายไป รายจ่ายและภาระต่าง ๆ เรายังคงเดิม การที่จะหารายได้จากสิ่งที่เราไม่ถนัดก็เป็นสิ่งที่เสียเวลา และอาจจะต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโตซึ่งเป็นความเสี่ยงเกินไป ดังนั้น สิ่งที่จะมาช่วยสร้างรายได้ให้เรา ควรจะเริ่มจากสิ่งที่เราชอบก่อน เพราะความชอบจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราทำทุกอย่างได้จนสำเร็จ เช่น ชอบวาดรูปก็รับออเดอร์วาดรูปลงขายตามหน้าเพจ หรือชอบทำอาหารก็ทำอาหารกล่องส่งขาย ชอบทำความสะอาดก็รับทำความสะอาดบ้านเป็นจ๊อบ ๆ หรือแม้แต่ชอบอยู่กับสัตว์เลี้ยงก็รับดูแลเลี้ยงสัตว์เวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน เป็นต้น

2.ทำเงินจากความสามารถที่เรามี
ณ จุดนี้สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ การสำรวจตัวเองว่าเรามีความสามารถอะไรที่สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้เข้ามาได้บ้าง เช่น เป็นคนชอบร้องเพลง เล่นดนตรี ก็อัดคลิปลงช่องยูทูปหรือหน้าเพจเพื่อให้มียอดวิวและรับส่วนแบ่งจากค่าโฆษณากลับมา หรือการชอบเขียนไดอารี่ ก็สามารถรับงานพิเศษ เช่น เขียนบทความหรือทำบทความลงเว็บไซต์หรือรับงานเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ก็ได้อีกเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตัวเราเองจะเป็นคนที่รู้ดีว่าเราเก่งในเรื่องไหน ลองสำรวจตัวเองและเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาเพื่อให้คนอื่นรู้ แล้วการรับรู้เหล่านั้นจะสร้างช่องทางในการหารายได้ให้กับเราเอง

3.สร้างเงินได้จากความสามารถพิเศษที่คนอื่นไม่มี
ความสามารถพิเศษในที่นี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องไหนโดยเฉพาะ บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่คนที่เขาทำอย่างเราไม่ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่พิเศษขึ้นมาก็เป็นได้ เช่น การถ่ายภาพ การตัดต่อคลิป VDO การออกแบบเสื้อผ้า การทำงาน DIY การตัดเย็บเสื้อผ้า การทำโฟโต้ช้อป ความสามารถในการใช้ภาษาที่ 2-3 ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นช่องทางทำมาหาเงินให้เราได้ทั้งนั้น อยู่ที่เราจะมองหาโอกาสหรือไม่ และหลายต่อหลายครั้งที่คนสร้างตัวขึ้นมาได้ ก็มาจากเรื่องที่ตัวเขาเองคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากการสร้างรายได้จากสิ่งที่ถนัด เป็นความสามารถพิเศษ และความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่เราสามารถสร้างรายได้จากเรื่องใกล้ตัวอีก เช่น ความสามารถแก้ปัญหาให้คนอื่นได้ อาทิ ขายอาหารตอนเช้าให้คนทำงานออฟฟิศ รับรีดผ้า รับวิ่งงานส่งเอกสาร เป็นต้น ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนเป็นตัวเงินกลับมาสู่กระเป๋าเราได้ ขอแค่เพียงเรามองหาโอกาสนั้น มีคำเปรียบเปรยว่ามีเงินลอยอยู่กลางอากาศเสมอ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นช่องทางในการเก็บเงินเหล่านั้นมาสู่กระเป๋าตัวเอง หมายถึงมีโอกาสอยู่ทุกที่ ขอเพียงลงมือทำเท่านั้น ก็จะสามารถหาเงินได้แน่นอน

ทองคำยังเป็นสุดยอดของขวัญของกำนัลในช่วงปีใหม่ 2564 อยู่หรือไม่

ปกติแล้วในช่วงใกล้สิ้นปีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน ยอดขายทองคำรูปพรรณจะพุ่งแรงเพราะบรรดาบริษัทห้างร้าน, นายจ้างและคนทั่วไปมักจะเลือกหาทองคำเป็นของขวัญของกำนัลมอบให้แก่กัน บ้างก็นิยมใช้แทนเงินโบนัสหรือแต๊ะเอียเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่กัน บ้างก็นิยมนำใช้ในการจับรางวัลในกิจกรรมรื่นเริงปีใหม่ และอีกไม่น้อยที่นิยมซื้อเป็นสินทรัพย์เก็บไว้สำหรับเสริมความมั่นคงของตนเอง แต่ช่วงปลายปี 2563 สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป บรรยากาศตามร้านค้าทองที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงาผิดตา ทั้งที่ราคาทองคำในช่วงปลายปีอ่อนตัวลงกว่าในช่วงกลางปีอย่างชัดเจน

พิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำเล่าว่าช่วงปลายปี 2563 ยอดการซื้อทองคำรูปพรรณตามร้านค้าทองต่าง ๆ ทรุดลงกว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 50 % คนซื้อบางรายเลือกซื้อทองรูปพรรณที่มีน้ำหนักน้อยลงเช่น 1 และ 2 สลึง แทนการซื้อ 1 บาทเพื่อประหยัดงบประมาณ และมีคนอีกไม่น้อยได้เปลี่ยนการให้ของขวัญจากที่เป็นทองคำรูปพรรณไปเป็นสินค้าประเภทอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไอทีแทน เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณแล้ว ยังถือเป็นของขวัญที่ได้รับความนิยมจากผู้คนยุคใหม่มากขึ้น

ส่วนความต้องการทองคำรูปพรรณที่ยังพอมีอยู่บ้างในช่วงปลายปีนั้น บรรดาร้านค้าทองได้พยายามปรับรูปแบบการผลิตทองคำรูปพรรณให้มีไซส์เล็กลง หรือทำเป็นเครื่องประดับที่มีน้ำหนักทองน้อยลงกว่าเดิมออกมาเป็นทางเลือกให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ยังต้องการซื้อทองคำรูปพรรณในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งการผลิตทองคำแท่งที่มีขนาดลดลงเป็นแท่งละ 1 กรัมและ 1 บาท พร้อมทำเป็นลวดลายตามปีนักษัตรเพื่อเป็นของขวัญสำหรับผู้รับที่นิยมเก็บออมทองคำ เป็นต้น ผู้ค้าบางรายยังได้นำระบบการซื้อขายออนไลน์, ซื้อขายผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมบริการจัดส่งทองคำให้ถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็วและปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมด้วย

ต้องยอมรับว่า สาเหตุหลักที่ทำให้บรรยากาศการซื้อขายทองคำช่วงปีใหม่ปีนี้เปลี่ยนไปจากอดีต คือ “ปัญหาเศรษฐกิจ” ทีได้รับผลกระทบอย่างแรงจากโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้บรรดาร้านค้าและสถานประกอบการต่าง ๆ ต้องลดค่าใช้จ่ายและเลิกจ้างพนักงานลง ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานกลางคันและขาดกำลังซื้ออย่างหนักและกระทบต่อการซื้อ “ทองคำ” ในที่สุด

แต่คุณค่าใน “ทองคำ” ที่เป็นได้ทั้งเครื่องประดับและทรัพย์สินเพื่อความมั่นคง จึงทำให้ความนิยมในทองคำของผู้คนไม่เคยจางหายไป แม้ว่าจะมีความซบเซาอยู่บ้างตามสถานการณ์เศรษฐกิจ แต่ในที่สุดแล้ว “ทองคำ” ก็ยังคง “ยืนหนึ่ง” ในบรรดาของขวัญของกำนัลเลอค่าที่ถูกใจผู้รับทุกยุคทุกสมัยอย่างแน่นอน

ผลไม้ป้องกันหวัดที่ควรกินช่วงฤดูฝนมีอะไรบ้าง

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝนกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งมีตัวเลขสถิติผู้ป่วยเป็นไข้หวัดมากขึ้นจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจึงแนะนำให้ทุกคนรับประทานผลไม้ที่มีคุณสมบัติที่มีสรรพคุณในการป้องกันหวัดมากขึ้นเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคนี้ ซึ่งหาได้ง่ายในทุกตลาด ราคาไม่แพง รสชาติอร่อย เรามาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

1.มะขามป้อม
เราเคยเห็นมะขามป้อมอยู่ในสูตรยาแก้ไอ ที่จริงแล้วมะขามป้อมรับประทานแบบสดยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะสามารถใช้ในการป้องกันหวัดได้ โดยมีการศึกษาพบว่ามะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากถึง 276 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 ขีด หากนำไปต้มแล้วคั้นน้ำจะทำให้ได้รับวิตามินซีที่สูงมากกว่าการดื่มน้ำส้ม 20 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคออีกด้วย

2.มะยม
มะยมเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวฝาด แต่มีประโยชน์มากในการป้องกันหวัด เนื่องจากมีปริมาณวิตามินซีสูง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับเบอร์รี่และส้ม นอกจากนี้ ยังใช้เป็นยาระบายได้ด้วยสำหรับคนที่ท้องผูกบ่อย โดยสามารถรับประทานได้ทั้งมะยมสดจิ้มเกลือ มะยมแช่อิ่ม ยำมะยม ส้มตำมะยม ฯลฯ

3.ลิ้นจี่
ลิ้นจี่เป็นผลไม้รสเปรี้ยวหวานที่มีการวิจัยพบว่ามีวิตามินซีสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เช่น กรดปาล์มิติก กรดโอเลอิกและกรดลิโนเลอิก ที่ช่วยรักษาสมดุลการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันหวัดและช่วยชะลอวัยได้

4.ฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซีสูง แม้ไม่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ลิ้นจี่ มะยม โดยฝรั่ง ปริมาณ 1.5 ขีดให้วิตามินซีสูงมากกว่า 350 มิลลิกรัม ซึ่งถือได้ว่ามากกว่าส้มเขียวหวานถึง 5 เท่าเลยทีเดียว ทั้งนี้ ในฝรั่งยังมีไฟเบอร์ธรรมชาติปริมาณสูง และมีสารที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแก้อักเสบได้อีกด้วย

5.มะนาว
มะนาวถือเป็นพืชผักสวนครัวและสมุนไพรที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น ต้มยำกุ้ง ยำ พล่า ฯลฯ หรือทำเป็นเครื่องดื่ม เช่น น้ำมะนาวคั้นสด ซึ่งเหมาะกับการรับประทานบ่อย ๆ ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงป้องกันอาการเป็นหวัดได้

6.แตงโม
เป็นผลไม้ต้านหวัดที่มีเกลือแร่สำคัญอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียมในปริมาณสูง ทั้งยังมีสัดส่วนน้ำในเนื้อผลไม้มาก จึงช่วยลดอาการไข้ ดับกระหาย ปรับสมดุลแร่ธาตุในระบบต่าง ๆ ได้ดี อย่างไรก็ตาม หากจะกินเวลาค่ำ ๆ ก็ควรกินห่างจากเวลาเข้านอนสัก 3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีปัญหาตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก

ผลไม้ที่กล่าวมาล้วนมีสรรพคุณในการต้านหวัดเพราะมีวิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ควรรับประทานเป็นประจำควบคู่กับการดูแลสุขภาพด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะห่างไกลโรคหวัดในช่วงฤดูฝนได้

4 เหตุผลที่การออกกำลังกายช่วยห่างไกลโรคร้ายได้

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ สมอง หลอดเลือด ไขมัน กระดูก เป็นต้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่ายมากกว่าคนอายุน้อย เพราะว่าร่างกายเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 4 เหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

1.กระบวนการทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกายดีขึ้น

อวัยวะภายในร่างกายเป็นระบบที่ซับซ้อนและมีความสำคัญ การออกกำลังกายจะช่วยปรับสมดุลอวัยวะภายในร่างกายโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดแก๊สในกระเพาะอาหาร นวดอวัยวะภายในโดยรวมของช่องท้อง เพิ่มระดับการไหลเวียนโลหิต ส่งเสริมการทำงานของหัวใจให้มีความแข็งแรง เป็นต้น

2.กระตุ้นระบบการทำงานของสมอง

ความเครียดส่งผลต่อสมองทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับสมองได้ โดยเฉพาะความจำเสื่อมหรือที่เรียกว่า โรคอัลไซเมอร์ และความเครียดยังเป็นสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคร้ายแรง รวมไปถึงโรคแทรกซ้อนเนื่องจากทุกครั้งที่เครียด สารคอลติซอลก็จะหลั่งออกมาจนทำให้บางคนหันไปคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่ซึ่งจะมีสารก่อมะเร็งหรือพึ่งยาเสพติดอื่น ๆ ที่ส่งผลทำลายสมอง เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความเครียด ควรใช้วิธีออกกำลังกายจะดีกว่า เพื่อให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว และได้ขับเหงื่อออกมา เกิดการกระตุ้นสมองและระบบประสาท ทำให้มีจิตใจแจ่มใสมีความสุข ลดภาวะความเครียดได้ดี

3.ปรับสมดุลของกระดูก

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมวลแคลเซียมกระดูกสันหลัง สะโพก และยังช่วยกระตุ้นกระดูกป้องกันไม่ให้เป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกกร่อน กระดูกบาง มะเร็งกระดูก ซึ่งปัญหาเรื่องกระดูกมีความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายได้เมื่อมีการขยับร่างกาย ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ลุก นั่ง นอน

4.เพิ่มความยืดหยุ่นทุกส่วนให้กับร่างกาย

ปัญหาความยืดหยุ่นมักจะเกิดกับคนที่มีอายุมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอวัยวะส่วนคอ หลัง เอว ข้อ ขา ซึ่งจะมีความรู้สึกปวดไปหมด เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจการออกกำลังกาย สังเกตได้จากฟิตเนสที่มีคนเข้าไปเพื่อดูแลสุขภาพเป็นจำนวนมาก หรือเต้นแอโรบิกตามสนามกีฬาต่าง ๆ จนเกิดการตั้งชมรมออกกำลังกายเพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคร้ายได้ หากได้ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี หมายความว่า ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไป และก่อนนอน 2 ชั่วโมง ไม่ควรออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายในช่วงท้องว่างหรือหลังจากที่ได้รับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ที่สำคัญให้บริหารร่างกายเป็นประจำ แล้วร่างกายก็จะค่อย ๆ ปรับตัวจนเกิดความเคยชินโดยอัตโนมัติ และจะรู้สึกว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ในชีวิต